Speech of Jörg Löschmann, (in English)

คำกล่าวรายงานของดร. ยอร์ค เลิชมานน์ ภัณฑารักษ์นิทรรศการศิลปกรรม
“อัตลักษณ์ ปะทะ โลกาภิวัตน์?” มูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์

แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน
คุณธงชัย วงศ์เหรียญทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
ฯพณฯ นายแอนเดรอาส ฟอน สเตโค เอกอัครราชฑูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันประจำประเทศไทย
ท่านกงสุลและท่านผู้แทนจากสถานกงสุลในจังหวัดเชียงใหม่
ศิลปินผู้มีเกียรติจากประเทศอาเซียน
อาจารย์อุทิศ อติมานะ รองคณบดีคณะวิจิตรศิลป์ ฝ่ายหอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
แขกผู้มีเกียรติทั้งชาวไทยและต่างประเทศที่พำนักในเชียงใหม่
ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี
มิตรสหายทุกท่าน

มีคนถามกันมากว่าเหตุใดมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ จึงจัดกิจกรรมโดยผ่านงานศิลปกรรมมากทีเดียว
เพื่อจะตอบคำถามดังกล่าว ในเบื้องต้นข้าพเจ้าขออ้างถึงพระราชนิพนธ์ ซึ่งเป็นบทกวีโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 (พ.ศ. 2453 – 2468) ซึ่งกล่าวอย่างชัดเจนถึงพลังของ
ศิลปกรรม ซึ่งหากข้าพเจ้าจะขอพระบรมราชานุญาตเพื่อขยายนัยของพระราชนิพนธ์จากระดับปัจเจกชนไปสู่สังคม นั่นย่อมหมายถึงว่า ศิลปะเป็นกระจกสะท้อนสังคมนั่นเอง! แต่แล้วเหตุใดการพิจารณา
วาทกรรมอย่างจริงจังในประเด็นว่าด้วยตราบาปทางสังคมและสถานการณ์ต่างๆ จึงยังเป็นประเด็นหลักสำหรับนักการเมือง นักวิทยาศาสตร์และเครือข่ายชุมชนทั้งหลายเท่านั้น? โดยนิยามแล้วศิลปินเป็นผู้ใช้ความละเมียดละไมในการสำรวจสิ่งแวดล้อมหลายมิติ ด้วยความตั้งใจและอย่างมีจินตนาการ ด้วยเหตุนี้ศิลปินจึงมีบทบาทอย่างโดดเด่นและสำคัญในการอภิปรายถกเถียงประเด็นด้านสังคม เนื่องจากพวกเขามักพร้อมจะแสดงออกถึงการพัฒนา ความตึงเครียด และความขัดแย้งในงานศิลปกรรมของพวกเขา ในทางกลับกันสังคมโดยรวมจึงมีหน้าที่จัดเตรียมสภาพเพื่อให้ศิลปินมีความพร้อมในการทำหน้าที่ดังกล่าว โดยเฉพาะการอุดหนุนด้านการเงิน
นับตั้งแต่การเปิดสำนักงานมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ สำนักงานประจำประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปี 2543 เราได้จัดโครงการด้านศิลปกรรมและการศึกษามาแล้ว 15 ครั้ง โครงการที่ท้าทายมากที่สุดที่เคยจัดทำมาดูเหมือนจะเป็นนิทรรศการ “อัตลักษณ์ ปะทะ โลกาภิวัตน์?” ซึ่งจะจัดขึ้นในสองโลกที่มีบริบทแตกต่างกัน ระหว่างประเทศไทยและเยอรมนี หรือระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรป เป็นความพยายามที่จะเชื่อมทวีปทั้งสองเข้าด้วยกัน หรืออีกนัยหนึ่งเป็นการลดช่องว่างระหว่างโลกทั้งสอง ซึ่งถือเป็นความท้าทายตลอดช่วงของกระบวนการทำงานทั้งหมด นับตั้งแต่เริ่มต้นในขั้นตอนการพัฒนาแนวคิดโครงการ ซึ่งต้องอาศัยการพูดคุยกับศิลปินและผู้แทนด้านวัฒนธรรมในภูมิภาคหลายท่าน ไปจนถึงการออกแบบนิทรรศการ ซึ่งต้องเชื่อมโยงข่ายใยด้านวัฒนธรรมอันหลากหลายเข้าด้วยกัน ทั้งนี้เพื่อแสดงถึงความแตกต่างระหว่างการคิดอย่างองค์รวมกับการคิดแบบเส้นตรง
นิทรรศการครั้งนี้เป็นการแสดงผลงานของศิลปินเกือบ 60 ท่าน ซึ่งเป็นตัวแทนจาก 10 ประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ซึ่งรวมศิลปินจากประเทศพม่าไว้ด้วย เนื่องจากเรามีความเห็นว่านโยบายโดดเดี่ยวต่อประชาชนชาวพม่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้องนัก เนื่องจากประสบการณ์ที่ผ่านมาไม่นานนักจากการล่มสลายของรัฐกึ่งสังคมนิยมในยุโรปตอนกลางและตะวันออก แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ผ่านหลายๆ ช่องทางจากยุโรปตะวันตก จนสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของประเทศเหล่านั้นได้ ข้าพเจ้าจึงใคร่กล่าวในที่นี้ว่า ทางมูลนิธิฯ รู้สึกเสียใจอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจของกลุ่มบริษัทฟิลลิปมอริสที่ห้ามศิลปินจากประเทศพม่าเข้าร่วมการประกวดงานศิลปกรรมที่กลุ่มบริษัทดังกล่าวจัดขึ้น ทั้งนี้ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2547 เป็นต้นไป โดยเฉพาะงานประกวดดังกล่าวถือเป็น
โครงการสำคัญในการสนับสนุนงานศิลปะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศด้อยพัฒนาบางประเทศใน
กลุ่มอาเซียน ทั้งยังเป็นรางวัลด้านศิลปกรรมที่สำคัญมากในภูมิภาคนี้
ศิลปินเหล่านี้ได้แสดงแง่มุมต่างๆ อย่างหลากหลายผ่านงานศิลปะของเขา ทั้งประเด็นที่เกี่ยวกับผลกระทบด้านการเมือง ความตึงเครียดทางวัฒนธรรม และสาเหตุแห่งความขัดแย้ง ทั้งนี้โดยแสดงผ่านการตั้งคำถามต่อมุมมองของการรับรู้ ความเชื่อมโยงที่มีลักษณะขัดแย้งระหว่างท้องถิ่นกับโลก โดยเฉพาะจากจุดยืนของผู้ที่มุ่งรักษาอัตลักษณ์ของตนเองไว้ ไปจนถึงมุมมองทางประวัติศาสตร์ และปรากฏการณ์ทางความทรงจำ รวมทั้งแง่มุมที่เกี่ยวกับมิติด้านสังคม-เศรษฐกิจ และวิสัยทัศน์ในอุดมคติเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ แนวคิดหลักของนิทรรศการครั้งนี้ประกอบด้วยเค้าโครงที่บ่งบอกถึงโครงสร้างด้านเนื้อหา ทั้งในแง่การจัดวางรูปแบบ และการจัดกลุ่มงานในสูจิบัตร
ความหลากหลายที่อาจทำให้ผู้ชมนิทรรศการ และผู้อ่านสูจิบัตรประหลาดใจได้นั้น เป็นผลจากความหลากหลายด้านวัฒนธรรมของภูมิภาคแห่งนี้ กล่าวคือแม้เป็นดินแดนเพียงเสี้ยวเล็กๆ ของโลก แต่ประกอบไปด้วยประเทศซึ่งมีร่องรอยอารยธรรมที่สำคัญของพุทธศาสนา นิกายเถรวาท ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ลัทธิขงจื้อ หรือพุทธศาสนา นิกายมหายาน แม้กระทั่งรูปแบบของรัฐและระบบการเมืองการปกครองในภูมิภาคนี้ก็ยังแตกต่างกันอย่างมาก ในแง่หนึ่งเราจะเห็นรัฐที่ปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญมาเป็นระยะเวลายาวนาน และอีกหลายประเทศที่เพิ่งเริ่มต้นพัฒนาตามวิถีทางในระบอบประชาธิปไตย และยังมีประเทศที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากแม่แบบการเมืองยุคสังคมนิยมไปสู่พรรคการเมืองยุคหลังสังคมนิยมหรือการเปลี่ยนไปสู่ยุคเผด็จการทหาร ความแตกต่างอย่างสุดขั้วทั้งในด้านการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างกรณีของสองประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ไทยและพม่า ล้วนนำเสนอภาพที่ตรงกันข้ามและแทบจะแยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิงของภูมิภาคแห่งนี้
เป้าหมายสำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งของงานนิทรรศการครั้งนี้ คือการส่งเสริมให้มีการอภิปรายถกเถียงต่อแนวคิดหลักของนิทรรศการอย่างจริงใจ และมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับภูมิภาคนี้มากที่สุด เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการนำเสนองานศิลปกรรมที่สะท้อนประเด็นในการอภิปรายอย่างลึกซึ้ง เพื่อว่างานนิทรรศการครั้งนี้จะแสดงถึงพลังของการสะท้อนความคิด กระตุ้นให้เกิดการเตรียมพร้อม และแสดงออกอย่างชัดเจนถึงแนวคิดเหล่านี้ และบทบาทอันสำคัญของงานศิลปกรรมในกระบวนการเสริมสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชน ในแง่นี้สิ่งที่น่าสนใจคือข้อเท็จจริงที่ว่าหนึ่งในสามของงานศิลปะซึ่งว่าด้วยหรือเกี่ยวข้องกับประเด็นหลักในนิทรรศการครั้งนี้ ได้จัดทำขึ้นหรืออยู่ในช่วงที่ดำริจะจัดทำขึ้นก่อนการแสดงงานครั้งนี้ และได้จัดแสดงงานบางส่วนต่อสาธารณชนตั้งแต่เดือนมีนาคม 2545 มาแล้ว
กลับมาที่การพิจารณางานศิลปกรรมเหล่านี้ ทั้งงานที่ได้รับการคัดเลือกและงานจำนวนมากที่ส่งมาให้พิจารณาคัดเลือก ล้วนแต่สะท้อนองค์ประกอบอันเป็นเอกลักษณ์เด่นชัดของแต่ละประเทศ ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจมากนัก ในประเทศฟิลิปปินส์ ศิลปินหลายท่านนำเสนอประเด็นที่ประเทศของตนเองถูกครอบงำด้วยอิทธิพลจากต่างชาติ อันเป็นผลมาจากการเป็นพันธมิตรผู้ใกล้ชิดกับประเทศสหรัฐอเมริกา พวกเขาได้ตั้งคำถามต่างๆ ต่อประเด็นนี้ ด้วยการวิเคราะห์ถึงผลกระทบของปัญหา พร้อมๆ กับแสดงถึงสาเหตุของปัญหา ในขณะเดียวกันพวกเขาก็นำเสนอแนวทางเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับอัตลักษณ์ในท้องถิ่นของตน
ในอีกด้านหนึ่งศิลปินชาวกัมพูชาได้เน้นคำถามที่ว่า ภายหลังประวัติศาสตร์แห่งโศกนาฏกรรมและความระส่ำระสายในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา พวกเขาจะพัฒนาประเทศนี้ให้มีความทันสมัย พร้อมๆ กับการเปิดพื้นที่ให้มีการฟื้นฟูจารีตแบบดั้งเดิม รวมทั้งการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ที่จะสถาปนาโครงสร้างการบริหารประเทศที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนได้อย่างไร การเกิดขึ้นของ
โลกาภิวัตน์และการพัฒนาช่องทางการสื่อสารที่รวดเร็วได้เติม “พื้นที่ว่าง” เหล่านี้ให้เต็มไปด้วยแบบแผนชีวิต พฤติกรรม และการบริโภคอย่างเดียวกันทั้งในตะวันตกและในภูมิภาคนี้ โดยไม่เปิดโอกาสให้มีการพัฒนาตามรูปแบบของท้องถิ่น วิธีการหนึ่งที่ถูกใช้เพื่อบรรเทาความหวาดกลัวและความรู้สึกต่ำต้อยของ
ชาวกัมพูชาในปัจจุบัน ภายหลังทศวรรษแห่งการโดดเดี่ยว ดูเหมือนจะเป็นการกลับไปแสวงหาความภาคภูมิใจในอารยธรรมขอม ซึ่งเคยรุ่งเรืองถึงขีดสุดในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 11 และ 12
ในทางตรงข้าม งานของศิลปินจากประเทศสิงคโปร์สะท้อนถึงการผนวกรวมนครรัฐแห่งนี้เข้ากับโลกได้อย่างค่อนข้างสมบูรณ์ ทั้งนี้โดยผ่านช่องทางการค้าขายและการสื่อสาร พวกเขามักแสดงถึงปัญหาต่างๆ ของการอพยพ ความขัดแย้ง และการแข่งขันตามทัศนะแบบปัจเจกอย่างเข้มข้น และนำเสนอด้วยภาพที่เสียดสีอย่างขมขื่น
ศิลปินจากประเทศไทยเสนอข้อพิจารณาถึงการพัฒนาที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ ด้วยความเข้มข้นและด้วยความหนักหน่วง จนบางครั้งแทบจะไร้การประนีประนอมเป็นส่วนใหญ่ พร้อมกับสะท้อนทัศนะเชิงขัดแย้ง ในขณะเดียวกันพวกเขาก็สื่อประเด็นหลักเหล่านั้นด้วยท่วงทีที่ผ่อนคลาย ปล่อยวางความขมขื่นหรือความกลัวต่อภัยคุกคามอันใหญ่หลวง ส่วนงานจากประเทศมาเลเซียสะท้อนองค์ประกอบด้านชาติพันธุ์ที่หลากหลายของประเทศนั้น พร้อมกับความหลากหลายของประเด็นที่พวกเขาอภิปรายถึงและ
รูปแบบทางออกที่เปี่ยมด้วยสุนทรียภาพที่พวกเขาพยายามค้นหา ที่น่าสนใจคืองานทั้งสองชิ้นที่ว่าด้วยศาสนาอิสลาม พาดพิงถึงคำถามที่เกิดขึ้นเนื่องจากมุมมองทางวัฒนธรรมอื่นที่มีความต่างด้วย
สำหรับผลงานของศิลปินจากประเทศพม่า ลาว กัมพูชาและเวียดนาม ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นประเทศที่พัฒนาน้อยกว่าในภูมิภาคนี้ รวมไปถึงผลงานของศิลปินจากประเทศบรูไน มักนำเสนองานผ่านจุดยืนที่คลุมเครือต่อโลกาภิวัตน์ ในแง่หนึ่งพวกเขายอมรับโอกาสที่เปิดออกจากการแลกเปลี่ยนด้านสังคมที่เพิ่มมากขึ้น พร้อมๆ กับโอกาสสำหรับปัจเจกชนที่จะได้จากโลกาภิวัตน์ แต่ในอีกแง่หนึ่งพวกเขาก็มองว่าโลกาภิวัตน์เป็นภัยคุกคามอันใหญ่หลวง และสามารถทำลายคุณค่าในขั้นพื้นฐานของปัจเจกชนและชุมชน สามารถล้มล้างจารีตที่มีมาอย่างยาวนาน และทำลายวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติและเป็นความภาคภูมิใจของพวกเขา โลกาภิวัตน์เป็นเหมือน “พายุเฮอร์ริเคนที่กวาดทุกสิ่งที่ขวางหน้า และดับตะเกียงดวงน้อยที่กำลังส่องแสงริบหรี่”
กล่าวโดยสรุป ผ่านงานศิลปะเหล่านี้ เราจะเห็นถึงคำถามของศิลปินที่มีต่อการพัฒนาและ
โลกาภิวัตน์ ที่เกิดขึ้นพร้อมกับการวิพากษ์การพัฒนาด้านการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมในโลกยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในประเด็นว่าด้วยรูปแบบการครอบงำสังคมอันเป็นผลมาจากกระบวนการโลกาภิวัตน์ไม่ว่าจะโดยจงใจหรือไม่ก็ตาม ท้ายที่สุดประเด็นสำคัญคือความสมดุลระหว่างทุนกับสังคม ซึ่งเป็นความสมดุลที่เราต้องไปให้ถึง (และพยายามไปให้ถึง) ครั้งแล้วครั้งเล่า
หัวข้อหลักของงานครั้งนี้มีความสำคัญมาก มันอาจเป็นเหมือนมีดดาบทิ่มแทงหัวใจของท่าน มันอาจกระตุ้นให้เกิดการอภิปรายโต้เถียงหรือความขัดแย้ง และความขัดแย้งเป็นผลที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในทางปฏิบัติ บางครั้งมันอาจทำให้ท่านรู้สึกเศร้าหมองในท้ายที่สุด แต่บ่อยครั้งท่านก็ลุกขึ้นยืนได้อีกและเกิดการเรียนรู้ความเป็นปัจเจกบุคคลเพิ่มมากขึ้นพร้อมกับโลกของเขาที่ขยายออกไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เขาจะต้องมีความกล้าหาญที่จะไม่ละทิ้งประวัติศาสตร์รากเหง้าของตนเองและสังคม แต่มุ่งค้นหาความงามจาก
รากเหง้าของตนเอง ซึ่งเป็นหนทางแห่งความหลุดพ้นที่เขากำลังมุ่งหน้าไป
ในนามของมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ ข้าพเจ้าขอขอบคุณศิลปินและผู้มีส่วนร่วมและผู้สนับสนุนในการ
จัดงานทุกท่านจากทุกประเทศ สำหรับความเห็นและความวิริยะอุตสาหะที่ทำให้นิทรรศการครั้งนี้เกิดความท้าทาย น่าเพลิดเพลิน และมีความหลากหลาย ข้าพเจ้าขอขอบคุณคณะทำงานของคุณมานพ สาทะกลาง สล่าของเมืองเชียงใหม่เป็นพิเศษ สำหรับความวิริยะอุตสาหะและผลงานที่รังสรรค์ให้กับนิทรรศการครั้งนี้ ข้าพเจ้าขอขอบคุณคณะทำงานของมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ โดยเฉพาะ คุณพิเชษฐ์ นันตา คุณสุธน อภิบาล มาเรน ออกูส และอาสาสมัครชาวต่างชาติที่ผ่านมา ณ หอศิลป์ และได้ช่วยเหลือในการติดตั้ง ข้าพเจ้าขอขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับคณะทำงานของหอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำหรับการทำงานของพวกท่านในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อจัดเตรียมงานนิทรรศการครั้งนี้ ขอขอบคุณสำหรับความสนับสนุนและความสนใจของทุกท่าน