Heinrich-Boell-Foundation

Thailand and Southeast Asia Regional Office

Association of Nuns and Lay Women (ANLWC)

สมาคมดอนชีและอุบาสิกา ประเทศกัมพูชา

สตรี ศีลธรรม และความปรองดอง

นอริน อาหมัด-ซากี

ตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าได้กำหนดว่า อุบาสิกาต้องถือศีลห้า ซึ่งมีข้อห้ามดังนี้ คือ "ห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ห้ามลักขโมย ห้ามประพฤติผิดทางกาม ห้ามโกหก และห้ามดื่มของมึนเมา" และถ้าสตรีผู้หนึ่งมีความประสงค์ที่จะบวชเป็นแม่ชีจะต้องถือศีลแปดข้อ โดยเพิ่มข้อห้ามอีกสามข้อว่า ห้ามใช้เครื่องหอมและเครื่องประทินผิวใดๆ และห้ามนอนบนที่นอนสูง รวมทั้งห้ามรับประทานสิ่งใดเมื่อเลยเที่ยงวันไปแล้ว ส่วนแม่ชีที่ถือปฏิบัติศีลสิบข้อซึ่งถือว่าเป็นแม่ชีที่มีสถานะสูงขึ้นไปอีก จะเพิ่มข้อบัญญัติที่ห้ามไม่ให้ถือเงินและต้องละเว้นจากการเต้นรำหรือชมการแสดงเต้นรำ แม่ชีผู้ถือศีลแปดและแม่ชีที่ถือศีลสิบจะต้องโกนศีรษะ (ปลงผม) ตนเองและสวมอาภรณ์สีขาว ซึ่งต่างกับสตรีที่เป็นอุบาสิกา

โสบันวี จันทร์ พูดแกมหัวเราะว่า "หากจะพูดกันจริงๆ แล้ว ฉันอยากจะบวชเป็นดอนชี (แม่ชี) แต่ฉันยังมีภาระทางโลกอยู่ เช่น ลูกๆ และครอบครัว ฉันจึงถือปฏิบัติศีลห้าและเป็นอุบาสิกาที่ดีเท่านั้น" เธอนับว่าเป็นผู้ริเริ่มและเป็นพลังสำคัญสนับสนุนอยู่เบื้องหลังการดำเนินงานของ สมาคมดอนชีและอุบาสิกา ซึ่งเป็นสมาคมแห่งแรกในกัมพูชาที่ดำเนินกิจกรรมในการฝึกอบรมและเสริมสร้างโอกาสและความสามารถของอุบาสิกาและแม่ชีทั่วประเทศด้วย วัตถุประสงค์สองประการ ประการแรก "ฉันเชื่อว่าศาสนาทำให้ผู้หญิง "ดีขึ้น" ได้... และยังสามารถก่อให้เกิดสังคมที่ความสงบสุขในกัมพูชาได้ด้วย ด้วยวิธีนี้ จะเป็นการเปิดโอกาสให้อุบาสิกาและแม่ชีได้ร่วมกับพระภิกษุสงฆ์เผยแพร่พระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาที่คนส่วนใหญ่ในกัมพูชานับถืออยู่" วัตถุประสงค์ต่อมาได้แก่ บทบาทของศาสนาในการให้สังคมที่แตกแยกจากพิษของสงครามกลับมาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีสำนึกร่วมกันอีกครั้ง กัมพูชายังอยู่ระหว่างการฟื้นฟูประเทศหลังจากหลุดพ้นจากการปกครองระบอบเผด็จการคอมมิวนิสต์ของนายพอลพต หลังจากปี 2513 เป็นต้นมา ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบูรณะฟื้นฟูความเป็นสังคมของกัมพูชาขึ้น หลังจากแตกกระสานซ่านเซ็นด้วยสาเหตุของความยากจนและการขาดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน เป้าหมายอันน่ายกย่องเหล่านี้ได้สอดคล้องกับความต้องการของมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ ซึ่งเน้นให้ความสำคัญต่อการฝึกอบรมและการศึกษาในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์  โดยเชื่อว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนจะต้องเป็นการพัฒนาที่ประกอบด้วยมิติด้านวัฒนธรรม เช่น การค้นหาและฟื้นฟูองค์ความรู้ภูมิปัญญาและผู้รู้ผู้นำในท้องถิ่น และนำมาผสมผสานวิทยากรและความก้าวหน้าของยุคปัจจุบัน จึงเป็นเหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่มูลนิธิฯ ให้การสนับสนุนกิจกรรมของพุทธศาสนาในการช่วยพัฒนาสังคมในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาด้านศาสนาเพื่อกลุ่มสตรี

สมาคมนี้จัดตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2538 โดยแม่ชีกลุ่มหนึ่งภายใต้การแนะนำของจันทร์ เริ่มจากการสร้างศูนย์ฝึกอบรมขึ้นที่จังหวัดกันดาล (Kandal) จนกระทั่งทุกวันนี้ มีศูนย์ฝึกอบรมทั้งหมดใน 12 จังหวัดจากทั้งหมด 23 จังหวัดทั่วประเทศ แต่กระนั้นศูนย์ในกันดาล ก็ยังคงเป็นเพียงศูนย์เดียวที่ดำเนินโครงการที่เปิดโอกาสให้อุบาสิกาและแม่ชีจากทั่วประเทศมาร่วมรับการฝึกอบรมอย่างเข้มข้นเป็นเวลาสามสัปดาห์ หลังจากเสร็จสิ้นการอบรมแล้ว อุบาสิกาและแม่ชีทั้งหลายจะต้องกลับคืนสู่ภูมิลำเนาเดิม เพื่อถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับมาต่อไป การฝึกอบรมเหล่านี้จะจัดขึ้นปีละสองครั้ง โดยครั้งสุดท้ายที่จัดขึ้นระหว่างเดือนมีนาคม-เมษายน 2541 มีอุบาสิกาและแม่ชีจำนวน 142 คน เข้ารับการฝึกอบรมและนับเป็นครั้งแรกที่แม่ชีผู้ถือศีลสิบเป็นผู้ให้การอบรม แทนที่จะเป็นภิกษุสงฆ์เช่นทุกครั้งที่ผ่านมา

ในเมืองอุดอง (Udong) ซึ่งเคยเป็นนครหลวงของกัมพธชาเมื่อว่าสิบปีที่แล้ว ศูนย์ฝึกอบรมเป็นสถานที่สำหรับให้การศึกษาจากที่มีเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นในพื้นที่ดังกล่าว ศูนย์นี้ประกอบด้วยอาคารขนาดใหญ่ ซึ่งสตรีทั้งหลายใช้เป็นสถานที่สำหรับนั่งฟังเทศน์และปฏิบัติสมาธิ นอกจากนี้ยังมีห้องสมุดซึ่งเก็บรักษาพระไตรปิฎก หรือหลักคำสอนของพุทธศาสนาอยู่หนึ่งชุด ซึ่งประกอบด้วย 110 เล่ม ส่วนที่ล้อมรอบอาคารรูปเจดีย์หลังนี้ จะเป็นกุฏิจำนวนมากซึ่งแม่ชีจะอาศัยอยู่ในช่วงของการฝึกอบรม รวมทั้งกุฏิขนาดใหญ่อีกหลังหนึ่งที่ใช้เป็นที่ฉันอาหาร กัมพูชาก็เช่นเดียวกับประเทศที่นับถือพุทธศาสนาอื่นๆ ซึ่งถือว่าผู้ที่จะบวชเป็นแม่ชีส่วนใหญ่มักจะเป็นสตรีสูงอายุเท่านั้น ถึงแม้จะมีกรณียกเว้นให้เห็นอยู่มากก็ตาม ความเชื่อและความเข้าใจที่ผิดๆ ที่มีต่อการเข้าสู่สมณะเพศของผู้หญิงเช่นนี้ได้กระจายไปทั่ว เพราะยังไม่มีการจัดเตรียมช่องทางใดๆ ไว้สำหรับสตรีที่ซึ่งแม้อายุยังน้อยแต่ประสงค์ที่เลือกวิถีชีวิตภายใต้พระธรรมศาสนา ในการฝึกอบรมครั้งล่าสุดของศูนย์แห่งนี้ มีทั้งแม่ชีซึ่งอยู่ในวัยกว่าสี่สิบปีและได้บวชมานานหลายปีแล้ว และแม่ชีที่มีอายุน้อยที่สุดเพียง 21 ปี ซึ่งเพิ่งจบการศึกษาชั้นมัธยมปลาย แม่ชีสูงวัยผู้หนึ่งกล่าวถึงเธอว่า "เธอต้องการที่จะบวชเป็นแม่ชีมาตลอด แม้ว่าครอบครัวของเธอจะพยายามทัดทาน แต่เธอก็ยังยืนยันที่จะทำให้ความฝันเป็นจริงตั้งแต่อายุยังน้อย"

โสบันวีให้ความเห็นว่า " บ่อยครั้งเมื่อลูกหลานโตๆ กันแล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ดูแลใกล้ชิดอีกต่อไป ผู้หญิงเหล่านี้จึงมีเวลาเข้าวัดเข้าวา บางคนอาจจะรู้สึกว่าตนเองไม่เป็นที่ต้องการของทางบ้านแล้ว และบ่อยครั้งก็พบว่าแม่ชีเป็นผู้หญิงที่ผ่านการหย่าร้างมาแล้ว และบางคนก็ไม่มีที่จะไป" โดยทั่วไปแม่ชีจะมีวัยเกินกว่า 60 ปี และเข้าสู่วัยที่เรียกตามหลักพุทธศาสนาว่าช่วงที่สามของชีวิต หรือ ปัจฉิมวัย หรือช่วงที่คนเราจะหยุดชีวิตการทำงานและหันมาเตรียมพร้อมสำหรับชีวิตหน้า ทั้งแม่ชีที่ถือศีลแปดและศีลสิบนั้น จำแนกได้สองประเภทด้วยกันคือ แม่ชีที่พำนักอยู่ที่วัด และที่อาศัยอยู่กับครอบครัวของตน อย่างไรก็ตามในกัมพูชานั้น สตรีที่เลือกใช้ชีวิตอยู่กับศาสนาโดยบวชเป็นแม่ชีหรือ ดอนชี (Don Chi) นั้น จะไม่ได้ผ่านขึ้นตอนการอุปสมบทอย่างสมบูรณ์เช่นภิกษุสงฆ์ อีกทั้งแทนจะไม่ได้รับการช่วยเหลือจากชุมชนของพวกเธอและจากวัดต่างๆ เลย เพราะความเชื่อที่ว่าการถวายทานกับดอนชีนั้น แม้จะได้บุญมากกว่าการบริจาคของให้ขอทานหรือคนยากจนอื่นๆ ทั้งนี้เพราะถือกันว่า ดอนชีปฏิบัติธรรมมากกว่าคนธรรมดาๆ แต่ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการทำบุญกับพระภิกษุ และโดยทั่วไปแล้วจะพบว่า แทนจะไม่ค่อยมีการสนับสนุนการฝึกอบรมและพัฒนาด้านจิตวิญญาณให้แก่แม่ชีภายในประเทศเท่าใดเลย

จากเหตุผลที่กล่าวมาจึงส่งผลให้ศูนย์ฝึกอบรมมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งสำหรับดอนชีจำนวนมาก ในช่วงการฝึกอบรมมีการสอนอุบาสิกาและแม่ชีที่เข้าอบรมเกี่ยวกับผลของการคิดและเชื่อในความจริง 4 ประการ หรือเรียกว่า อริยสัจสี่ ได้แก่ ทุกข์ ต้นเหตุแห่งทุกข์ การกำจัดทุกข์ และวิธีกำจัดทุกข์  (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และ มรรค) นอกจากนี้ยังมีการสอนเพื่อที่จะสามารถควบคุมและเอกชนะความทุกข์ โดยพิจารณาการรับรู้ทางอารมณ์ที่ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) และแล้วก็ถึงเวลาสำคัญที่จะได้นำความรู้ทั้งหลายมารวบรวมใช้จริง คือ การฝึกนั่งกรรมฐาน"

เธอยังกล่าวอย่างสลดใจว่า "ในประเทศกัมพูชา ยังคมมีการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่มากมาย และแม้ในขณะนี้ประชาชนก็ยังมีชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัว และการที่จะเอาชนะสถานการณ์เช่นนี้ได้ จำต้องยึดมั่นและประพฤติตามหลักธรรมคำสอนจากศาสนาอย่างซื่อตรง เพียงแต่การไปวัดเท่านั้นยังไม่พอ คนเราจะต้องมีศีลธรรมอีกด้วย ในอีกด้านหนึ่ง การมาวัดด้วยจิตใจที่เปิดและพร้อมที่จะเรียนรู้นั้น เป็นขั้นตอนอันถูกต้องที่จะนำไปสู่วิถีของชีวิตที่ดีขึ้น" ช่วงที่โสบันวีได้ทำงานกับหน่วยกาชาดด้านผู้ลี้ภัยระหว่างชายแดนกัมพูชา-ไทยนั้น เธอได้ศึกษาอย่างละเอียดในเรื่องของความอ่อนแอของชุมชนที่เธอเชื่อว่ากำลังกัดกร่อนกินสังคมกัมพูชาอยู่ในขณะนี้ จากการทำการวิจัยสถานการณ์ของประชาชนกัมพูชาในครั้งนี้ ทำให้เธอเกิดความสนใจใจเรื่องของสิทธิมนุษยชนและความหมายอันแท้จริงของประชาธิปไตย เธอเชื่อว่าหากปราศจากการเคารพซึ่งสิทธิมนุษยชนในสังคมเสียแล้ว ในสังคมนั้นๆ จะไร้ซึ่งศีลธรรม คุณธรรมอย่างสิ้นเชิง "ก่อนเกิดสงคราม กัมพูชาเป็นประเทศที่สวยงามและมีความปลอดภัยมาก เพราะประชาชนมีคุณธรรมและศีลธรรมสูง แต่สงครามได้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างลงสิ้น ประชาชนต้องสูญเสียความดีงามแห่งตน ทุกคนไม่มีความไว้วางใจใครทั้งนั้น แม้แต่ครอบครัวหรือเพื่อนสนิทของตัวเอง" เธอเล่าอย่างเศร้าใจ อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะยังคงมีอีกมากมายหลายเรื่องที่จะต้องทำ เพราะสังคมกัมพูชาเพิ่งฟื้นตัวไปได้เพียงครึ่งหนึ่งของอดีตที่เคยเป็น แต่ขณะนี้กลับปรากฎแสงแห่งความหวังอันเรืองรองบนวิถีทางทุรกันดารที่เลือกแล้วของ โสบันวี จันทร์ "สิ่งที่สำคัญคือ เราควรดำเนินการเผยแพร่พุทธศาสนาที่มุ่งเน้นการพัฒนาสังคมด้วย เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอและยากจนมีความสามารถพึ่งพาตนเองได้ พระภิกษุและดอนชีผู้ได้รับการฝึกอบรมธรรมะและพระวินัยแล้วนั้น สามารถช่วยฟื้นฟูระบบศีลธรรมและจริยธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมอีกครั้งได้ โดยอาศัยวิถีปฏิบัติ "ที่แท้จริง" ของพระพุทธศาสนิกชนที่ดีเป็นเครื่องมือในการชี้นำ "พวกเขาสามารถทำหน้าที่ในฐานะครู ผู้ให้คำปรึกษา หรือ ผู้นำ ก็ได้"

"ดอนชีมีศักยภาพสูงมากในการทำประโยชน์ให้แก่สังคม เนื่องจากคนในสังคมของเรานั้นเป็นผู้หญิงประมาณ 65% และคนมีอายุส่วนใหญ่ก็ยังเป็นผูหญิงอีกด้วย จากตัวเลขที่เชื่อถือได้พบว่า ในประเทศกัมพูชามีวัดอยู่ทั้งสิ้น 4,000 แห่งและมีดอนชีทั้งหมดจำนวน 20,000 คน โดยจำนวนดอนชีกว่า 5,000 คน จากทั้งหมดนั้นเป็นสมาชิกดอนชีและอุบาสิกา เราได้แต่ร่วมเป็นประจักษ์พยานถึงความตั้งใจจริงและการอุทิศตัวเองของดอนชี ในการดำเนินโครงการก้าวย่างสู่สันติภาพประจำปีของกัมพูชาที่จะจัดขึ้น เพื่อดูว่าพวกเธอสามารถเป็นพลังอันทรงอำนาจเพียงใด ในการที่จะนำชีวิตชนชาวกัมพูชาไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มุ่งสร้างความสันติสุขและความยุติธรรมภายในสังคม"

ความสำเร็จอีกประการหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสมาคม คือ การสร้างทัศนวิสัยที่ดีและความน่าเคารพนับถือให้เกิดขึ้นแก่แม่ชี ซึ่งยังคงเป็นกลุ่มที่มีสถานะทางสังคมค่อนข้างต่ำในประเทศกัมพูชา ดอนชีผู้หนึ่งเล่าอย่างเศร้าๆ ว่า "พวกเราส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้รับการศึกษาที่ดีนัก เราจึงต้องเร่งทำการศึกษาเสียก่อน เพื่อที่จะได้รับการยอมรับจากสังคมในระดับเท่าเทียมกับภิกษุสงฆ์ เราไม่ได้มาอยู่ตรงนี้เพื่อดิ้นรนให้ได้รับการอุปสมบทเป็นแม่ชีของศาสนาพุทธเช่นเดียวกับการบวชพระผู้ชาย เช่นเดียวกับแม่ชี Dasasilmatas ในประเทศศรีลังกา แต่เราจำเป็นต้องวางฐานไว้สำหรับลูกผู้หญิงของเราให้สามารถมีโอกาสและสิทธิที่จะเลือกตัดสินใจได้ว่าอยากจะบวชหรือไม่บวช เท่าเทียมกันกับเช่นที่ลูกชายของเราปฏิบัติอยู่ในขณะนี้"

สมเด็จพระสังฆราชและสมเด็จพระราชินีแห่งกัมพูชา ทรงอวยพรและให้การสนับสนุนโครงการนี้ตลอดมา เพื่อให้ได้รับซึ่งความชอบธรรมตามกฎหมาย ความเคารพนับถือและความไว้วางใจในระดับสูงสุด โครงการมีจุดมุ่งหมายสำคัญอีกประการได้แก่ การสร้างและพัฒนาความมั่นใจในตนเองและความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของดอนชีทั้งหลายให้เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม โสบันวีและกลุ่มดอนชีหวังว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ พวกเขาจะสามารถพัฒนาไปสู่ระดับที่ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "การเคลื่อนไหวของสังคม" ขึ้น ซึ่งทราบกันดีอยู่ว่าเป็นภาระที่หนักหน่วง แต่ก็เป็นเป้าหมายจะไปให้ถึงได้ในสักวัน

 


Copyright © 2000-2003. HBF Asia. All Rights Reserved