ช่วงเวลานี้
ที่สถาบันพุทธศาสนาในกรุงพนมเปญทุกคนกำลังวุ่นวายอยู่กับกิจกรรมที่ต้องทำให้เสร็จในนาทีสุดท้ายที่เหลืออยู่
ทั้งนี้เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของสถาบันต้องเตรียมพร้อมที่จะย้ายสำนักงานจากวัดอุณณาโลมไปยังอาคารสร้างใหม่ริมฝั่งแม่น้ำโขง
สถาบันแห่งนี้ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อเกือบ
70
ปีที่แล้วในปี
พ.ศ.2473
ในฐานะเป็นศูนย์การศึกษาและวิจัยแห่งแรกและแห่งเดียวที่มีในช่วงเวลานั้น
จนเป็นที่รู้จักและขนานนามว่าเป็น
‘จิตวิญญาณของกัมพูชา’
แต่บัดนี้ได้เวลาที่จะต้องย้ายไปอยู่
ณ
อาคารรูปเจดีย์งดงามใกล้ๆ
กับพระราชวังของพระราชวงศ์กัมพูชา
ออม
เคม
ผู้อำนวยการสถาบันพุทธศาสนาอธิบายว่า
“วัตถุประสงค์หลักของการจัดตั้งสถาบันพุทธศาสนา
หรือที่เคยเรียกว่า
สถาบันท้องถิ่นเพื่อการศึกษาพุทธศาสนานิกายเถรวาท
(Native Institute of Theravada Buddhists Studies)
ก็เพื่อศึกษาพุทธศาสนาที่เคารพนับถือกันในประเทศกัมพูชา
ลาวและโคชินไชน่า
(หรือเวียตนามใต้ในปัจจุบัน)”
สถาบันมีห้องสมุดเฉพาะสาขาที่เน้นเรื่องพุทธศาสนา
นอกจากนั้นยังมีพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยาพร้อมด้วยวัตถุโบราณ
เพื่อศึกษาทางศาสนาและทางชาติพันธ์วิทยา
ด้านวัฒนธรรมของชนชาติมีคณะกรรมาธิการเพื่อการวิจัยอยู่สองคณะและออกสิ่งพิมพ์รายเดือนชื่อว่า
Kampuja Suriya
ซึ่งเริ่มพิมพ์เผยแพร่เป็นครั้งแรกในปี
พ.ศ.2469
อย่างไรก็ ตามในช่วงเวลาของความโหดร้ายและสงครามที่เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่
70 หรือ
ยุคแห่งการปกครองของพอลพตนั้น
สถาบันแห่งนี้ได้สลายตัวลง
“ระหว่างช่วงเวลาของสงคราม
ทุกสิ่งทุกอย่างในสถาบันได้ถูกทำลายราบเรียบเป็นหน้ากลอง
รวมทั้งนิตยสาร
Kampuja Suriya
ก็ถูกกวาดล้างจนไม่เหลือซาก”
ดร. โธนวัธ
โพ
ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบห้องสมุดกล่าวอย่างรันทด
ห้องสมุดแห่งนี้ถูกจัดว่าเป็นห้องสมุดที่ดีที่สุดในภาคพื้นเอเซียอาคเนย์
เนื่องจากได้ชื่อว่า
เป็นแหล่งรวบรวมเอกสารเพื่อการศึกษาภูมิภาคตะวันออกได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์จากหนังสือที่มีทั้งหมดประมาณ
30,000-40,000 เล่ม แต่ผลจากการทำลายล้างทำให้หนังสือและบัญชีรายชื่อแทบทั้งหมดถูกกำจัดลงไปด้วย
จึงกลายเป็นภาระอันหนักหนาสาหัสจนถึงปัจจุบันที่ต้องจัดทำรวบรวมผลิตทุกอย่างให้ครบถ้วนเหมือนห้องสมุดเดิมอีกครั้ง
ภายหลังปี
พ.ศ.2535
มีการฟื้นฟูและเปิดให้บริการขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
“เมื่อสงครามสิ้นสุด
สถาบันไม่สามารถค้นหานิตยสาร
Kampuja Suriya
เจอได้เลยแม้แต่ฉบับเดียว
หรือแม้แต่พจนานุกรมภาษาเขมรอันลือชื่อของ
ชูออน
นัธ (Chuon Nath) และ Tripitake
ฉบับแปลเป็นภาษาเขมร
ที่เป็นต้นแบบของการวิจัยด้านศาสนาและวรรณกรรมของเขมร”
ดร.
โพ
อธิบายเกี่ยวกับความสำคัญของนิตยสารดังกล่าว
“ดังนั้น
จึงต้องนำเอาต้นฉบับที่พอจะหาได้จากจากกรุหนังสือส่วนตัวของผู้ที่สะสมไว้
หรือจากห้องสมุดอื่นๆ
มาถ่ายเอกสาร
จากนั้นจึงฉบับสำเนาเหล่านั้นส่งไปยังห้องสมุดสาขาของเราทั้ง
19 แห่งใน 16
จังหวัด
รวมทั้งส่งให้ยังห้องสมุดสำคัญอื่นๆ
ทั่วประเทศ”
นิตยสารซึ่งทรงคุณค่ามีความหมายต่อทุกอณูของสังคมกัมพูชาฉบับนี้
ได้เริ่มเปิดดำเนินงานอีกครั้งหนึ่งเมื่อ
พ.ศ. 2537
โดยในเล่มบรรจุบทความที่น่าสนใจด้านวัฒนธรรม
วรรณคดี
และศาสนาเข้าไว้ด้วย
สถาบันพุทธศาสนายังมีแผนกต่างๆ
อีก คือ
ศูนย์การวิจัยและจิตวิญญาณ
ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมาธิการพระไตรปิฎก
ซึ่งจัดตั้งเมื่อ
พ.ศ. 2472 คณะกรรมาธิการจริยธรรมและขนบประเพณี
ส่วนแผนกที่สามได้แก่
หน่วยโสตทัศนูปกรณ์
ซึ่งเป็นเพียงส่วนงานเล็กๆ
ของสถาบันเท่านั้น
สถาบันได้จัดให้มีการสัมมนาประจำเดือนในหัวข้อหลากหลายกันไป
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประวัติศาสตร์
ศิลปะ
ไปจนถึงด้านศาสนา
การดำเนินการดังกล่าว
ได้รับความสนใจจากนักศึกษาและภิกษุสงฆ์ในประเทศ
เนื่องจากการสัมมนาได้เปิดโอกาสให้พวกเขาได้รับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและนักวิทยาศาสตร์ของกัมพูชา
รวมทั้งจากประเทศอื่นๆ
อีกหลายแห่ง
อย่างไรก็ตาม
สถาบันเพิ่งได้บรรจุการดำเนินงานด้านศิลปะและวัฒนธรรมเข้าไว้
ภายหลังจากช่วงเวลาที่ได้รับอิสระภาพในปี
พ.ศ. 2497
แล้วเท่านั้น
เนื่องจากในระยะเริ่มแรกนั้น
สถาบันได้รับการจัดตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจกรรมเพื่อพุทธศาสนาเป็นหลัก
เนื่องจากพุทธศาสนาซึ่งได้เผยแผ่เข้ามาในกัมพูชาตั้งแต่ยุคต้นๆ
ของศตวรรษที่
4
เป็นศาสนาที่มีผู้คนนับถือมากที่สุดในประเทศ
ได้รับผลกระทบจากความสูญเสียอย่างหนักในยุคของสงครามระหว่าง
พ.ศ. 2518-2522 โดยระหว่างสงคราม
สิ่งก่อสร้างทางศาสนาต่างๆ
โบสถ์วิหารส่วนใหญ่ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง
และในช่วงเวลานั้น
เกือบหนึ่งในสี่ของภิกษุสงฆ์จำนวน
60,000 รูป
ถูกฆ่าตาย
ส่วนพระภิกษุที่เหลือได้ถูกส่งไปเข้าค่ายกักกันเพื่อเป็นแรงงาน
ซึ่งพระภิกษุเหล่านั้นต้องทุกข์ทรมานจากการขาดอาหารและความป่วยไข้อย่างไร้ความเมตตา
เกือบ
20 ปีต่อมา
ภายหลังระบอบการปกครองอันน่าสยดสยองได้สิ้นสุดลง
ประเทศกัมพูชาจึงมีโอกาสหันมาให้ความสำคัญต่อการฟื้นฟูพุทธศาสนา
ซึ่งยืนยันจากข้อเท็จจริงที่ว่าในปัจจุบันมีภิกษุสงฆ์จำนวนประมาณ
40,000 รูป
พำนักอยู่ในวัดประมาณ
3,000 แห่งทั่วประเทศ
ในเวลานี้สถาบันพุทธศาสนามีบทบาทที่สำคัญยิ่งในกระบวนการฟื้นฟูพุทธศาสนา
ซึ่งเป็นวิธีการช่วยยกระดับสังคมได้อย่างมาก
อีกประการหนึ่งพบว่ามาตรฐานการศึกษาของภิกษุสงฆ์ในปัจจุบัน
ยังมีความแตกต่างจากช่วงก่อนสงครามมาก
ดังนั้น สถาบันพุทธศาสนาซึ่งมีการประสานงานโดยตรงกับกระทรวงการศาสนาและวัฒนธรรม
จึงได้กำหนดเป้าหมายการดำเนินงานเพื่อที่จะปรับปรุงกระบวนการให้การศึกษาแก่ภิกษุสงฆ์ดังกล่าว
การศึกษาของภิกษุสงฆ์ในกัมพูชาแบ่งออกเป็น
3
ระดับดังนี้
โรงเรียนประถม
โรงเรียนมัธยมต้น
และโรงเรียนมัธยมปลาย
โดยมีช่วงเวลาการศึกษาที่แตกต่างกัน
คือ
ระดับโรงเรียนประถมใช้เวลา
3 ปี
ในขณะที่ระดับมัธยมต้นและมัธยมปลายนั้น
ใช้เวลาแต่ละระดับประมาณ
4 ปี
ระดับมัธยมต้น
จะมีภิกษุที่อายุประมาณ
15
ปี เข้าเรียน
มีการเปิดสอนในโรงเรียนจำนวน
400
แห่งทั่วประเทศ
ภิกษุที่เข้ารับการศึกษาในระดับนี้มีประมาณ
5,000 คน
โดยส่วนใหญ่วิชาหลักๆ
ที่จัดสอนได้แก่
ภาษาบาลี (ซึ่งเป็นภาษาที่ปรากฏอยู่ในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า)
ภาษาเขมร
ประวัติศาสตร์
ภูมิศาสตร์
คณิตศาสตร์และความรู้ทั่วไป
ก่อนที่ภิกษุจะได้รับการเลื่อนชั้นสู่ระดับมัธยมต้น
ทุกรูปจะต้องผ่านการทดสอบความสามารถเพื่อเรียนในระดับสูงก่อน
ซึ่งทุกปีจะมีภิกษุจำนวนเพียง
300
รูปเท่านั้นที่ผ่านการทดสอบได้เข้าเรียนต่อระดับมัธยมต้นในกรุงพนมเปญ
และมีเพียง
100
คนเท่านั้นที่ได้เข้าเรียนในโรงเรียนอีกสองแห่งในต่างจังหวัด
ส่วนระดับมัธยมปลาย
มีระดับการเรียนเทียบเท่ากับหลักสูตรการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย
นักศึกษาชุดแรกของหลักสูตรดังกล่าวซึ่งดำเนินการสอนเฉพาะในเมืองหลวงเท่านั้น
ขณะนี้ยังไม่จบการศึกษา
แต่คาดว่าจะมีบัณฑิตจำนวน
30 ใน 40 รูป จะได้ไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกในต่างประเทศ
ไม่ว่าจะเป็นที่อินเดีย
พม่า
ศรีลังกา
สหรัฐอเมริกา
หรือสหราชอาณาจักร
ในการสนับสนุนให้โอกาสการศึกษาของภิกษุสงฆ์
สถาบันพุทธศาสนาจะรับผิดชอบในการจัดหาวัสดุที่ใช้ในการเรียนการสอนให้
ซึ่งไม่เพียงเฉพาะสำหรับภิกษุที่ศึกษาอยู่ในโรงเรียนเหล่านี้เท่านั้น
สถาบันยังให้การช่วยเหลือแก่ภิกษุที่ได้ศึกษาประเภททั่วไป
ที่จัดไว้ภายในวัดต่างๆ
อีกด้วย
ออม
เคม
อธิบายว่า
“ระบบการศึกษาแบบนี้คล้ายคลึงกับระบบที่ดำเนินอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน
เช่น ไทย
พม่า
และศรีลังกา
เราหวังว่า
บัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษาของเราจะก้าวไปเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ
ซึ่งกอปรด้วยพื้นฐานความเข้าใจแก่นแท้แห่งพุทธศาสนาที่มั่นคง
และในที่สุดจะช่วยกันยกระดับของสังคมให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้”
ออม เคม
เป็นผู้ดูแลการดำเนินงานต่างๆ
ของสถาบันพุทธศาสนานับแต่การฟื้นฟูครั้งใหม่ใน
พ.ศ.2535
ในช่วงหลายปีระหว่างสงครามอันหฤโหด
เขาถูกกวาดต้อนให้ไปใช้แรงงานในค่ายกักกันเช่นเดียวกับชาวกัมพูชาส่วนใหญ่
แม้ว่าสถาบันแห่งนี้จะขึ้นตรงต่อกระทรวงและยังเป็นองค์กรทางการที่ผ่านการจดทะเบียนรับรองก็ตาม
ในความเป็นจริง
องค์กรของเขาสามารถที่จะดำเนินการภายใต้การตัดสินใจด้วยตนเอง
รวมทั้งสามารถกำหนดนโยบายของตนเองได้อย่างอิสระ
ด้วยเหตุดังกล่าว
จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในอันที่จะรวบรวมความรู้จากปราชญ์ผู้รอบรู้ชาวกัมพูชา
ที่ยังมีชีวิตอยู่ของบรรดาชาวเขมรที่รอดชีวิตจากสงคราม
ไม่ว่าจะเป็นปัญญาชน
นักวิชาการ
นักวิจัย
และบุคลากรสำคัญๆ
ในแขนงต่างๆ
ซึ่งอยู่กระจัดกระจายทั่วทั้งในประเทศกัมพูชาและบางส่วนที่ปักหลักอยู่ในต่างประเทศ
ส่วนอีกด้านหนึ่ง
ควรเชื้อเชิญผู้เชี่ยวชาญและทรัพยากรบุคคลจากนานาประเทศให้เดินทางเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
กระนั้น
การขาดทรัพยากรบุคคลภายในสถาบันก็เป็นข้อจำกัดอันใหญ่หลวงสำหรับการบรรลุเป้าหมายในการฟื้นฟูสถาบันพุทธศาสนา
ปัญหานี้อุบัติขึ้นภายหลังการสิ้นสุดยุคการปกครองของพอลพต
ชนชั้นปัญญาชน
ส่วนใหญ่ของประเทศได้ทำการลี้ภัยไปต่างประเทศ
ทำให้ประเทศขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้และประสบการณ์
กอปรกับทางสถาบันเองประสบปัญหาขาดแคลนทุนทรัพย์
จึงไม่อาจเสนอเงินเดือนในอัตราที่พึงใจให้แก่นักวิชาการรุ่นใหม่จากมหาวิทยาลัยได้
จะเป็นการดีมากสำหรับสถาบันหากว่า
ตำแหน่งงานสำคัญๆ
ในแผนกต่างๆ
จะมีนักวิชาการที่มีความคิดริเริ่มและตั้งใจจริงในการปฏิบัติงานให้บรรลุผลเข้ามาทำงาน
ด้วยความช่วยเหลือจากกลุ่มปัญญาชนและองค์กรอื่นๆ
ในประเทศที่ให้ความสำคัญและเห็นประโยชน์
ออม
เคม
กล่าวว่า
เขามีความเชื่อมั่นว่าการย้ายสถานที่ทำงานใหม่
จะช่วยเพิ่มน้ำหนักของความเป็นทางการและความสำคัญของสถาบันพุทธศสานายิ่งขึ้น
เขาหวังไว้ว่า
ด้วยการทุ่มเทความมานะอุตสาหะอย่างทวีคูณหลายเท่าของพวกเขานั้น
จะช่วยให้สถาบันสร้างความสนใจจากสังคมได้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม
“เราตระหนักถึงบทบาทของเราในกระบวนการพัฒนาเพื่อให้สังคมดีขึ้น
การยกระดับมาตรฐานด้านจิตวิญญาณ
และในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทั่วทุกภาคของประเทศ
ถ้าเป้าหมายนี้สัมฤทธิ์ผลแม้เพียงบางส่วน
ก็จะเป็นก้าวแรกของการเติบโตในอันที่จะนำพากัมพูชาเข้าสู่เส้นทางเดินที่ถูกต้อง”
กระนั้นก็ตามเมื่อ
ออม เคม
ต้องเกษียณอายุในที่สุดนั้น
สถาบันยังจะต้องดิ้นรนอย่างเต็มที่ในการแสวงหาผู้คนใหม่ๆ
มาสานต่ออุดมการณ์ในการทำงานกิจกรรมต่างๆ
ของสถาบัน
เพื่อการบรรลุถึงเป้าหมายที่ยังอยู่อีกยาวไกล
Copyright © 2000-2003. HBF Asia. All Rights Reserved