Heinrich-Boell-Foundation

Thailand and Southeast Asia Regional Office

Foundation for Poverty Alleviation and Paralegals (FPAP)

มูลนิธิกัมพูชาเพื่อการศึกษาและการพัฒนา (CAMFED)

ทำงานกับเขา มิใช่ ทำงานเพื่อเขา

นอริน อาหมัด-ซากี 

ออลเป็นชาวนายากจนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ในอุดอง จังหวัดกันดาล ประเทศกัมพูชา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพนมเปญนครหลวงของกัมพูชาเท่าใดนัก เนื่องจากเขาและชาวนาคนอื่นๆ ในพื้นที่บริเวณนั้นแทบจะไม่มีรายได้อื่นใดอีกเลยภายหลังการเก็บเกี่ยวและหลังฤดูฝน เขาจึงตกลงใจที่จะรวมกลุ่มกัน 5 คน เพื่อเข้าร่วมในโครงการสินเชื่อของมูลนิธิกัมพูชาเพื่อการศึกษาและการพัฒนา (Cambodian Foundation for Education and Development: CAMFED) กลุ่มของเขาได้กู้เงินจำนวน 500 เหรียญสหรัฐ เป็นเวลา 6 เดือน โดยแบ่งเงินเพื่อดำเนินงานสำหรับสองโครงการด้วยกัน ขณะนี้ ออลและหุ้นส่วนคนหนึ่งได้ผลิตถังซีเมนต์กลมเพื่อใช้ทำบ่อสุขา แท้งค์เก็บน้ำ และบ่อน้ำไว้เพื่อใช้ในครัวเรือนและการเกษตร พวกเขาสามารถผลิตถังซีเมนต์นี้ได้เดือนละประมาณ 80 อัน และจะขายได้ประมาณ 55 อัน ต่อเดือน

ส่วนหุ้นส่วนอีกสามคนของกลุ่มนั้น ผลิตปลอกคอโลหะสำหรับวัว พวกเขาจะนำไปขายส่งให้แก่พ่อค้าในกรุงพนมเปญ ทั้งนี้หนึ่งในหุ้นส่วนเหล่านี้ ได้รับการถ่ายทอดเรียนรู้ทักษะดังกล่าวจากบรรพบุรุษของเขา และฝึกสอนความรู้นั้นให้แก่หุ้นส่วนคนอื่นๆ ด้วย พวกเขามั่นใจว่า จะสามารถส่งเงินกู้คืนได้ภายในกำหนดเวลาที่ขอไว้ และพร้อมที่จะวางแผนกู้เงินก้อนใหญ่กว่าเดิมเพื่อขยายธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นเหล่านี้ 

แผนงานสินเชื่อของมูลนิธิกัมพูชาเพื่อการศึกษาและการพัฒนา ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนมีสำนักงานอยู่ในกรุงพนมเปญนั้น เริ่มขึ้นเมื่อกลางปี พ.ศ. 2538 โดยประกอบด้วยสหกรณ์ออมทรัพย์ของชุมชน 15 แห่ง ที่กู้เงินไปเพื่อกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างรายได้ต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เพื่อซื้อเป็ด ไก่ สุกร หรือซื้อปุ๋ย หลังจากดำเนินการเริ่มต้นโครงการอย่างได้ผลในพื้นที่แห่งหนึ่งแล้ว มูลนิธิกัมพูชาเพื่อการศึกษาและการพัฒนา จึงขยายการดำเนินงานออกไปยังพื้นที่อีก 6 แห่ง และขณะนี้มีสมาชิกมีเข้าร่วมโครงการทั้งหมดประมาณ 1,000 คน ในเรื่องนี้ คอง ธันน ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการมูลนิธิกัมพูชาเพื่อการศึกษาและการพัฒนา อธิบายว่า “กลุ่มออมทรัพย์แต่ละกลุ่มจะประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมด 5 คน ซึ่งต่อมาจะรวมตัวกันเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ของหมู่บ้าน สมาชิกแต่ละคนจะต้องฝากเงินอย่างน้อยเดือนละ 1,000 เรียล ในเวลานี้เรามีกลุ่มสินเชื่ออยู่ทั้งหมด 60 กลุ่ม กระจายอยู่ใน 40 หมู่บ้าน ก่อนที่มูลนิธิกัมพูชาเพื่อการศึกษาและการพัฒนาจะเริ่มดำเนินงานในปี พ.ศ. 2536 ผมถามตัวเองว่า ทำไมคนบางคนจึงรวยและบางคนถึงจน ทฤษฎีของผมคือ เหตุผลของการใช้เวลา ตามแนวคิดของพุทธศาสนาเชื่อว่า มีการแบ่งช่วงเวลาของชีวิตออกเป็น 3 ระยะ โดยระยะแรกเริ่มจากวัยเด็กจนถึงอายุ 30 ปี ซึ่งเป็นช่วงของการเรียนรู้ ในขณะที่ระยะที่สองเป็นระยะกลาง จะเป็นช่วงเวลาสำหรับการทำงาน ส่วนระยะสุดท้ายเริ่มต้นเมื่อคนเรามีวัยประมาณ 50 ปี เรื่อยไปจนกระทั่งวันตาย น่าจะเป็นช่วงที่คนเราควรจะหยุดชีวิตการทำงานและเตรียมตัวไว้สำหรับชีวิตหน้า แต่ที่นี่ในกัมพูชานั้น ประชาชนส่วนใหญ่ใช้เวลาตลอดทั้งชีวิตไปกับการทำงานตั้งแต่เกิดจนตาย แต่กระนั้นพวกเขาก็หาได้ใช้เวลาของตนเองไปในวิถีที่เป็นประโยชน์และเกิดผลดีไม่ พวกเขาหาได้หยุดเพื่อไตร่ตรองถึงประเภทของงานที่กำลังทำเลยแม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้าม พวกเขาควรที่จะตั้งคำถามกับตัวเองให้มาก เช่น งานประเภทใดที่ให้ผลกำไรมากกว่า หรือจะพบความสำเร็จได้มากกว่านี้จากที่ไหน เป็นต้น ดังนั้นบางคนจึงจบลงด้วยความยากจนจวบจบชีวิต” ธันนเล่าอย่างเศร้าสลด

มูลนิธิกัมพูชาเพื่อการศึกษาและการพัฒนา ได้ตั้งศูนย์ฝึกอบรมขึ้นที่จังหวัดกันดัล เพราะเป็นวิธีทำงานขององค์กรในการฝึกผู้นำต่างๆ ในชุมชน เช่น ภิกษุสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา เพื่อเพิ่มทักษะที่เหมาะสมสอดคล้องกับการพัฒนาชุมชน เพื่อที่พวกเขาจะพึ่งพาตนเองได้ในที่สุด “เราพยายามสอนพวกเขาในสิ่งที่เราเรียกว่า ‘ทักษะของการอยู่รอดในชุมชน’ ทักษะเหล่านี้อาจรวมถึงการปฏิบัติตนในเรื่องของสุขอนามัยและสุขภาพชุมชนด้วยวิธีที่เหมาะสม วิธีการรักษาน้ำในอ่างเก็บน้ำให้สะอาด และวิธีการดูแลบ้านเรือน เป็นต้น ซึ่งทักษะเหล่านี้ง่ายต่อการเผยแพร่ในวงกว้าง ส่วนการจะนำไปทำจริงหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง” ธันนหัวเราะเมื่อพูดถึงตอนนี้ เวลาของการฝึกอบรมแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ทักษะการอยู่รอด ทักษะเชิงเศรษฐกิจ และการอนุรักษ์วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม โดยแต่ละช่วงจะมีการสอนนานหนึ่งเดือน ส่วนที่เหลืออีกสองเดือนนั้นใช้สำหรับการติดตามงาน ทั้งนี้ในระหว่างการสอนหนึ่งเดือนนั้น จะมีผู้สอนทั้งหมด 5 คนซึ่งจะสอนเต็มวันของวันเสาร์และอาทิตย์ 

ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2537 เป็นต้นมา ยอดรวมของผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีทั้งหมด 95 คนจาก 32 หมู่บ้าน โดยหลักสูตรการฝึกอบรมประกอบด้วยความรู้ด้านการพัฒนาชุมชน สุขภาพ สุขอนามัย การใช้น้ำและการกักเก็บน้ำ ธนาคารออมทรัพย์และสินเชื่อ ธนาคารข้าว การพัฒนา การปลูกป่าทดแทน สิ่งแวดล้อมและการสร้างรายได้

ระหว่างช่วงของการสอนทักษะเชิงเศรษฐกิจให้กับชาวบ้าน ซึ่งมีตั้งแต่การขุดบ่อไปจนถึงการปลูกผักสวนครัวนั้น เรื่องหนึ่งที่ชาวบ้านให้ความสนใจต้องการความรู้มากก็คือ การดูแลรักษาน้ำสะอาด “หนึ่งในปัญหาใหญ่ของกัมพูชาคือ น้ำ เพราะแม้ว่าชาวบ้านจะขุดบ่อลึกลงไปมากสักเพียงใด พวกเขาจะพบแต่น้ำไม่สะอาดมีสิ่งเจือปน หรือน้ำที่มีคุณภาพต่ำ หรือมีทั้งแคลเซี่ยมหรือสนิมเหล็กเจือปนในปริมาณที่สูง ซึ่งไม่เหมาะที่จะนำไปใช้สำหรับสิ่งใดๆ เลย มูลนิธิกัมพูชาเพื่อการศึกษาและการพัฒนา จึงได้ช่วยสนับสนุนให้ชาวนาขุดบ่อของชุมชนที่มีอยู่แล้วให้ลึกลงกว่าเดิม เพื่อให้สามารถกักเก็บน้ำฝนไว้ใช้สำหรับฤดูแล้ง บ่อน้ำยังเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการมีชีวิตรอดในช่วงฤดูแล้งอันยาวนาน นอกเหนือจากบ่อน้ำแบบดั้งเดิมซึ่งมักจะมีน้ำไม่เพียงพอแล้ว มูลนิธิกัมพูชาเพื่อการศึกษาและการพัฒนา ยังสอนให้ชาวบ้านขุดบ่อบาดาล ซึ่งจะให้น้ำที่สะอาดกว่าและมีปริมาณมากกว่าอีกด้วย มูลนิธิกัมพูชาเพื่อการศึกษาและการพัฒนา ยังจัดหาท่อซีเมนต์สำหรับบ่อบาดาลเหล่านั้นให้ด้วย แต่ว่าสมาชิกของชุมชนจะต้องขุดบ่อและก่อสร้างเอาเอง

อีกวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยเหลือชุมชนได้คือ การดูแลเด็กๆ เนื่องจากสตรีส่วนใหญ่จำเป็นต้องออกไปทำงานนอกบ้านเพื่อช่วยสามี มูลนิธิกัมพูชาเพื่อการศึกษาและการพัฒนา จึงจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลสำหรับเด็กเล็กที่พ่อแม่มักพามาทำงานด้วย ซึ่งในปัจจุบันนี้ในเมืองอุดอง มีโรงเรียนอนุบาลทั้งหมด 12 แห่ง และนักเรียน 600 คน โดยมูลนิธิกัมพูชาเพื่อการศึกษาและการพัฒนา เป็นผู้ให้งบประมาณเพื่อจัดจ้างบุคลากร เช่น ครู เด็กสาวและสตรี ซึ่งมักอยู่ในชุมชนนั้นๆ 

ภายหลังจากการดูงานในประเทศบังคลาเทศ ธันนรู้สึกประทับใจกับแนวคิดที่จะสนับสนุนเงินกู้ขนาดเล็กให้แก่สตรีเพื่อริเริ่มลงทุนกิจการของตนเอง ซึ่งรู้จักกันดีในนามของ ธนาคารกรามีน ดังนั้น มูลนิธิกัมพูชาเพื่อการศึกษาและการพัฒนา จึงเริ่มดำเนินแผนงานสินเชื่อในรูปแบบเดียวกันนี้สำหรับสตรีและบุรุษที่สนใจ ด้วยเงินจำนวนนั้นสตรีส่วนมากได้เริ่มกิจการทอผ้าของตนเองที่บ้าน หรือซื้อเป็ด ไก่ หรือสุกรมาเลี้ยง

ด้วยการทำงานที่ปราศจากความย่อท้อและยืนหยัดต่อสู้ในการดำเนินงานของมูลนิธิกัมพูชาเพื่อการศึกษาและการพัฒนา ในพื้นที่เป้าหมายของโครงการแต่ละแห่งนั้น จะปรากฏผลที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่า มาตรฐานชีวิต ความเป็นอยู่ของผู้ที่เข้าร่วมโครงการรวมทั้งเพื่อนบ้านของเขาได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเดิม สิ่งที่เป็นประจักษ์พยานชัดอีกอย่างได้แก่ สุขภาพของพวกเขาและสุขอนามัยทั่วไปที่ดีขึ้น ปริมาณพืชผักและวัวควายรวมทั้งจำนวนเงินที่พวกเขาสามารถเก็บออมได้เพิ่มมากขึ้น คอง ธันน มีความเชื่อมั่นว่า “เราเชื่อว่า มันสำคัญมากที่จะต้องเข้าใจว่า เราต้องทำงาน 'ร่วมกับ' ประชาชน ไม่ใช่การทำงาน 'เพื่อ' พวกเขา หากเราประสงค์ที่จะได้เห็นความสำเร็จของพวกเขาในระยะยาว"

Copyright © 2000-2003. HBF Asia. All Rights Reserved