
Thailand and Southeast Asia Regional Office
Global Alliance
Against Traffic in Women (GAATW)
พันธมิตรสากลด้านการค้าหญิง (GAATW) ประเทศไทย
จงมาร่วมใจกันเถิด
นอริน อาหมัด-ซากี
ปรางเป็นหญิงสาวจากภาคกลางที่เข้ามาในกรุงเทพฯ
เพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าเพราะความทุกข์ทนจากสามีจอมเจ้าชู้ ทำให้การตัดสินใจจากครอบครัวมาหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นหญิงบริการในเมืองหลวงดูจะไม่ใช่ทางเลือกที่เลวร้ายนักในเวลานั้น
เนื่องจากเงินที่หาได้จากการประกอบอาชีพนี้ ดูจะเป็นรายได้ที่ดีเป็นกอบเป็นกำ
ต่อมาเมื่อบิดาของเธอต้องการใช้เงินก้อนใหญ่เพื่อเป็นค่าไถ่ถอนที่ดินทำกินของครอบครัว
ปรางจึงตัดสินใจอีกครั้งเพื่อไปทำงานในประเทศเยอรมนี ที่มีผู้แนะนำรับรองว่าเป็นงานที่ทำรายได้ดี
เพราะเธอจะได้ช่วยเหลือครอบครัวให้พ้นจากความอับจน และบางทีงานนั้นอาจจะเป็นทางออกที่จะช่วยให้เธอหลุดพ้นจากอาชีพขายร่างกายเพื่อแลกกับเงินได้อีกด้วย
เธอได้รับการบอกเล่าแต่เพียงว่า สิ่งที่เธอต้องทำแค่พยายามชักชวนผู้ชายที่มาเที่ยวในบาร์ซื้อเครื่องดื่มเพื่อจะได้ค่าเปอร์เซนต์
แต่เมื่อเธอใช้ชีวิตจริงในเยอรมันได้ไม่นาน ปรางก็ได้รู้ว่าเธอถูกหลอก เธอถูกบังคับให้ทำงานและต้องใช้ชีวิตอยู่ในสภาพที่เลวร้ายในซ่องโสเภณี
เกือบครึ่งหนึ่งของเงินที่หาได้ของเธอจะถูกเขาหักไว้เพื่อใช้คืนจำนวนเงินที่อ้างว่า
ได้จ่ายล่วงหน้าให้เธอไปใช้ก่อนแล้วในประเทศไทย และหนี้สินอื่นๆ อีกมากมายที่ปั้นแต่งขึ้นมา
เพื่อให้เธอต้องใช้คืน
ต่อมา ตำรวจได้บุกเข้าทะลายซ่องโสเภณีที่เธออยู่
นายจ้างของเธอถูกจับกุมและดำเนินข้อหาค้ามนุษย์และบังคับผู้อื่นให้ขายบริการทางเพศ
หลังจากนั้นนับเป็นเวลาหนึ่งปีเต็มๆ ที่ปรางต้องไปปรากฏตัวในศาล เพื่อเป็นพยานโจทย์ในการกล่าวหาผู้นำตัวเธอมาสู่การค้าบริการทางเพศ
เธอต้องตอบคำถามที่แสดงความหยาบหยามและลบหลู่ดูหมิ่นมากมาย ในขณะนั้นเธอได้เริ่มทำงานใหม่ในอาชีพคนทำความสะอาด
เมื่อการพิจารณาคดีสิ้นสุดลง อดีตนักค้าผู้หญิงคนนั้นต้องโทษถูกจำคุกเป็นเวลาสองปี
ในข้อหานำพาคนเข้าประเทศเพื่อการค้าประเวณี และแสวงรายได้จากการค้าประเวณีของบุคคลอื่น
ส่วน ลารีน่า หญิงสาวจากประเทศฟิลิปปินส์
เดินทางไปยังประเทศคูเวตเพราะมีผู้ว่าจ้างให้เธอไปทำงานเป็นคนรับใช้ในบ้าน
โดยอ้างว่าจะได้รับเงินเดือนตอบแทนอย่างงาม แต่เมื่อเธอไปถึงจุดหมาย เธอกลับต้องถูกกักขังอยู่ในบ้าน
นายจ้างไม่ยอมให้เธอออกไปนอกบ้านแม้แต่จะเข้าโบสถ์หรือออกไปทิ้งขยะ เธอถูกทำร้ายทุบตีบ่อยๆ
และไม่เคยได้รับเงินเดือนเป็นเวลานานถึง 15 เดือน จนในที่สุด เมื่อนายจ้างพยายามที่จะทำร้ายเธอโดยการรัดคอด้วยผ้าโพกศีรษะ
เธอตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดจากหน้าต่างซึ่งอยู่ชั้นสามของตึก หลังจากทำการรักษาตัวในโรงพยาบาลนานถึง
6 เดือน ลารีน่าก็ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากอีกครั้ง เมื่อเธอถูกจับกุมดำเนินคดีในข้อหาพยายามฆ่าตัวตาย
ซึ่งในประเทศคูเวตถือว่าเป็นความผิดทางอาญาที่ร้ายแรงมาก
กระบวนการค้าหญิงนอกจากที่ได้กล่าวมาเป็นเพียงบางส่วนแล้วนั้น
ยังหมายความโดยรวมถึง “การกระทำใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาและหรือจัดส่งผู้หญิงทั้งจากภายในประเทศและข้ามแดน
เพื่อการขาย ทำงาน หรือบริการอื่นๆ ด้วยวิธีการที่รุนแรงโดยตรงหรือโดยทางอ้อม
หรือการข่มขู่ที่จะใช้ความรุนแรง การอาศัยอำนาจหรือตำแหน่งในทางที่ผิด การผูกมัดโดยหนี้สิน
หรือรูปแบบอื่นของการขู่เข็ญ”
อย่างไรก็ตามเมื่อพูดถึงปัญหาเหล่านี้
เราจะต้องจำแนกความแตกต่างระหว่างการค้าหญิงกับการโยกย้ายถิ่นฐาน ในขณะที่ผู้หญิงจำนวนมากอาจเลือกที่จะอพยพจากที่หนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่ง
เนื่องจากเหตุผลทางเศรษฐกิจ แต่ผู้หญิงไม่เคยจงใจหรือพึงพอใจที่จะเลือกทางเดินให้ตัวเองกลายเป็น
“สินค้าที่ซื้อขายได้” ในทางตรงกันข้าม
การโยกย้ายถิ่นฐานอาจเป็นหนทางสำหรับผู้หญิงที่จะทำให้ชีวิตตนเอง บิดามารดา
สามีและบุตรดีขึ้น เป็นทางออกเพื่อการยกฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของบุคคลเหล่านั้น
แม้ว่าผู้เดินทางย้ายถิ่นส่วนใหญ่จะมาจากประเทศยากจนก็ตาม แต่พวกเขายังมีขีดความสามารถในการสะสมเงินออม
ขายทรัพย์สิน หรือกู้จากแหล่งในท้องถิ่น เพื่อจ่ายเป็นค่าจัดการในการเดินทางแก่นายหน้าตามจำนวนที่ถูกเรียกร้อง
หลายครั้งที่ผู้หญิงที่ต้องการจะโยกย้ายที่อยู่เพื่อทำงานหรือสมรสต้องตกเป็นเหยื่อของนักค้ามนุษย์
แต่เราไม่ควรจะด่วนสรุปเอาว่า ผู้หญิงเหล่านี้จะอ่อนแอ ทนยอมและไม่อาจช่วยเหลือตนเองได้
ในทางกลับกัน เราน่าจะมองว่าเธอคือผู้หญิงที่มีความกล้าหาญในระดับที่มากพอ
ที่จะริเริ่มทำการใดการหนึ่งเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของครอบครัวและตัวเอง
ดังนั้น เพื่อให้การประสานงานการดำเนินการต่อต้านการค้าหญิงขยายผลในการดำเนินงานระดับชาติและระดับโลก
จึงมีการรวมตัวกันระหว่างองค์กรที่ดำเนินงานด้านนี้จัดตั้ง พันธมิตรสากลต้านการค้าหญิง
(Global Alliance Against Trafficking in Women: GAATW) ซึ่งมีฐานะเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน
มีสำนักประสานงานอยู่ที่กรุงเทพฯ โดยมีมติก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2537 ระหว่างการสัมมนาเชิงปฏิบัติการนานาชาติเรื่อง
การโยกย้ายถิ่นและการค้าหญิง ซึ่งจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย
หนึ่งในภารกิจหลักของพันธมิตรสากลต้านการค้าหญิง
คือ การจัดทำเอกสารเพื่อนำเสนอสถานะการณ์และสภาพชีวิตของผู้หญิง ที่ลักลอบหรือถูกลักลอบนำพาเข้าไปในประเทศต่างๆ
จากรายงานระดับนานาชาติเรื่องการค้าหญิง ซึ่งจัดทำขึ้นโดยมูลนิธิเพื่อการต่อต้านการค้าหญิง
(Foundation Against Trafficking in Women: STV) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งให้ข้อมูลที่ชัดเจนของรูปแบบการค้าหญิงระหว่างประเทศในปัจจุบัน
และมีข้อเสนอแนะเพื่อจัดการรับมือกับปัญหาดังกล่าว พันธมิตรสากลต้านการค้าหญิง
นำเสนอคำนิยามของการค้าหญิง เพื่อใช้ในการศึกษาสภาพปัญหาซึ่งนิยามนี้ครอบคลุมใน
2 ส่วน คือ กระบวนการติดต่อชักชวนและนำพาผู้ถูกค้าและสภาพต่างๆ ที่ผู้ถูกค้าต้องเผชิญในปลายทาง
องค์ประกอบร่วมของคำนิยามทั้งสองส่วนดังกล่าว ได้แก่ การล่อลวง การบังคับขู่เข็ญและการใช้ความรุนแรง
ซึ่งบีบคั้นให้ผู้หญิงเข้าสู่การเป็นแรงงานทาสและสภาพการณ์เยี่ยงทาส
เมื่อเดือนมกราคม
2542 พันธมิตรสารกลต้านการค้าหญิงร่วมกับองค์กรด้านมนุษยชนและองค์กรต้านการค้าหญิง
ได้ร่วมกันพัฒนาและนำเสนอคำจำกัดความของการค้ามนุษย์ เพื่อร่วมผลักดันให้มีการยอมรับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนในการปฏิบัติต่อผู้ถูกค้า
ในกรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ
พันธมิตรสากลต้านการค้าหญิง
มีความเห็นว่า ปฏิญญาข้อตกลง เมื่อปี พ.ศ. 2492 ว่าด้วยการปราบปรามการค้ามนุษย์และการหาประโยชน์จากการบังคับผู้อื่นให้เป็นโสเภณีนั้น
เป็นเครื่องมือที่ขาดประสิทธิภาพในการที่จะจัดการกับปัญหาการค้าหญิงในปัจจุบันนี้
ทั้งนี้ งานบริการทางเพศและการค้าหญิง เป็นประเด็นที่ควรได้รับการวิเคราะห์แยกแยะความแตกต่างอย่างชัดเจน
ดังเช่นที่ คุณศิริพร สะโครบาเนค อดีตผู้ประสานงานพันธมิตรสากลต้านการค้าหญิงชี้ประเด็นว่า
โดยทั่วไปแล้วมักมีความเข้าใจผิดกันว่าผู้หญิงที่ประกอบอาชีพบริการทางเพศคือ
ผู้ที่ถูกล่องลวงอย่างผิดกฎหมายโดยไม่มีการยินยอม เธอกล่าวอย่างสลดใจว่า
ตามความเป็นจริงในยุควิกฤตเศรษฐกิจเช่นนี้ อาชีพบริการทางเพศกลายเป็นหนทางหนึ่งเพื่อการอยู่รอดสำหรับผู้หญิงที่ต้องต่อสู้กับความยากไร้ขาดแคลนในหลายภูมิภาคของโลก
เธอรู้สึกว่าการกระทำที่เกิดจากความตั้งใจดีของผู้หญิงนั้น บ่อยครั้งมักจะนำไปสู่สภาพเสี่ยงให้เกิดความเสียหายตามมาสำหรับผู้หญิงเหล่านี้ได้
ไม่ว่าจะเป็นจากการพิพากษาของสังคมที่ตอกย้ำความลำเอียงผ่านระบบคุณค่าในสังคมที่มีต่อพวกเธอ
อีกประการหนึ่งเราไม่ควรจะด่วนสรุปว่า ผู้หญิงทุกคนจะเดินทางเข้าไปยังประเทศต่างๆ
โดยผิดกฎหมาย เพื่อวัตถุประสงค์ของการทำงานบริการทางเพศเท่านั้น
สตรีหลายคน เช่น
ลารีน่า ที่เดินทางไปยังประเทศอื่นก็เพียงเพื่อเป็นคนดูแลบ้าน หรือเป็นแรงงานด้านเกษตรกรรม
การก่อสร้าง หรือในโรงงานอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับกลุ่มสตรีไทยที่ถูกล่อลวงให้เข้าประเทศอย่างผิดกฎหมายในสหรัฐอเมริกา
เพื่อทำงานในโรงงานเย็บผ้าที่รัฐแคลิฟอร์เนีย พวกเธอถูกกักบริเวณอยู่ภายในอาคารของโรงงานพร้อมภาระหนี้สิน
และไม่ได้รับค่าตอบแทนแรงงานใดๆ บางคนถูกใช้เป็นแรงงานเยี่ยงทาสนานถึง 7
ปี ก่อนที่จะมีการบุกเข้าทลายโรงงานใน พ.ศ.2538 และในที่สุดพวกเธอได้รับการปล่อยตัวจากสภาพที่เลวร้ายเหล่านั้น
แทนที่จะมุ่งหยุดยั้งการอพยพโยกย้ายถิ่นของผู้หญิง
พันธมิตรสากลต้านการค้าหญิงมุ่งกระตุ้นให้สังคมและหน่วยงานต่างๆ ที่รับผิดชอบ
ได้พิจารณาเรื่องนี้ในแง่ของสิทธิมนุษยชนของสตรี และให้ความเอาใจใส่ปัญหาที่เกิดอย่างจริงจัง
คุณศิริพร สะโครบาเนค เชื่อว่า หนึ่งในขอบเขตงานของพันธมิตรสากลต้านการค้าหญิง
คือ การจัดฝึกอบรมให้แก่คนที่มีความเกี่ยวข้องด้านการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้หญิงที่ถูกค้า
“สตรีชาวยูเครนผู้หนึ่งถูกล่อลวงให้มาเป็นโสเภณีในประเทศไทย และต่อมาได้ตกลงอยู่กินกับลูกค้าคนหนึ่งของเธอโดยการแต่งงานกัน
แต่ภายหลังเธอถูกทารุณจากการทำร้ายร่างกายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะนี้เธอจึงพยายามหาทางที่จะกลับบ้านเกิดตน
แต่เนื่องจากบุตรสาวที่เธอให้กำเนิดกับสามีเธอถือสัญชาติไทย เธอจึงต้องเผชิญกับปัญหามากมาย
มูลนิธิผู้หญิงซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่มีการดำเนินงานเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรสากลต้านการค้าหญิง
ได้ช่วยเหลือเธอโดยการติดต่อขอหนังสือเดินทางสำหรับเด็กหญิงดังกล่าว
จากสถานทูตยูเครนในประเทศอินโดนีเซีย”
เนื่องจากลักษณะของงาน
จึงทำให้องค์กรจำเป็นต้องให้ความสำคัญการประสานความเชื่อมโยงในระดับนานาชาติ
ขณะนี้พันธมิตรสากลต้านการค้าหญิง ได้ดำเนินงานอย่างใกล้ชิดกับบุคคลและองค์กรสมาชิกมากกว่า
150 แห่งทั่วโลก อนึ่ง สำหรับการฝึกอบรมนักเคลื่อนไหวและองค์กรที่เกี่ยวข้องนั้น
ได้มีการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการขึ้นอย่างสม่ำเสมอเป็นกิจกรรมต่างๆ ภายใต้กรอบคิดด้านสิทธิมนุษยชน
ซึ่งมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ มาแนะนำแนวทางในการให้ความช่วยเหลือแก่หญิงที่ถูกค้า
พร้อมๆ กับการจัดฝึกอบรมดังกล่าว พันธมิตรสากลต้านการค้าหญิงได้จัดพิมพ์คู่มือออกมาหลายฉบับ
สำหรับใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานสำหรับนักพัฒนาและนักกิจกรรม
ที่เกี่ยวข้อง
ด้วยการสนับสนุนจาก
มูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ พันธมิตรสากลต้านการค้าหญิงได้จัดให้มีการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ
เพื่อฝึกอบรมด้านสิทธิมนุษยชนขึ้นสำหรับองค์กรต่างๆ ในทวีปเอเซียและยุโรปตะวันออก
ในปี พ.ศ. 2539 และปี พ.ศ. 2540 สำหรับทวีปอัฟริกา ส่วนในปี พ.ศ. 2541
ได้จัดการฝึกอบรมขึ้นในทวีปอเมริกาใต้ การอบรมในภูมิภาคต่างๆ นั้น มีจุดประสงค์เพื่อให้
สตรีในภูมิภาคได้เรียนรู้การใช้เครื่องมือและกลไกระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการค้าหญิง
รวมถึงข้อจำกัดทางด้านสถานะการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนในบริบทเรื่อง การค้าหญิงเพื่อใช้ประโยชน์จากปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของการรณรงค์ในระดับชาติและระดับนานาชาติ การอบรมครั้งนี้
ยังเป็นการเปิดเวทีสำหรับแลกเปลี่ยนประสบการณ์และยุทธศาสตร์ในการใช้เครื่องมือขององค์การสหประชาชาติ
จุดมุ่งหมายอีกประการหนึ่งของการจัดอบรมเหล่านี้
คือการเปิดโอกาสให้กลุ่มองค์กรที่ทำงานต่อต้านการค้าหญิง นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของผู้ขายบริการทางเพศ
องค์กรของคนรับใช้ในบ้าน และองค์กรแรงงานต่างด้าว ให้มาพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
เพื่อให้เกิดความเข้าใจและแสวงหาความปรองดอง และจุดร่วมในมุมมองที่แตกต่างกันระหว่างนักกิจกรรม
โดยใช้แนวคิดในการส่งเสริมสิทธิและผู้มีแนวคิดเรื่องการต่อต้านความรุนแรง
ในการอบรมดังกล่าว เป็นการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างคนสองกลุ่มนี้ โดยมองข้ามเส้นแบ่งที่เคยแยกพวกเขาออกจากกันในอดีต
พันธมิตรสากลต้านการค้าหญิงได้ตั้งคณะทำงานขึ้นสองกลุ่ม
กลุ่มแรกคือ คณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชน มีหน้าที่หลักในการพัฒนาเอกสาร “มาตรฐานขั้นต่ำในการปฏิบัติต่อผู้ถูกค้า”
ได้มีการร่างขึ้นในปี พ.ศ. 2538 และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เมื่อปี พ.ศ.
2542 ได้มีการจัดพิมท์เอกสารภาษาอังกฤษและเผยแพร่ในชื่อ “มาตรฐานสิทธิมนุษยชนในการปฏิบัติต่อผู้ถูกค้า”
เอกสารฉบับนี้มีคำจำกัดความของการค้ามนุษย์อย่างคลอบคลุม และสามารถใช้เป็นคำจำกัดความในเชิงกฎหมายได้
กลุ่มที่สอง คือ
คณะทำงานพัฒนาระเบียบวิธีวิจัย มีหน้าที่ในการศึกษาและประเมินระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการในแนวคิดสตรีนิยม
เพื่อพัฒนาเป็นระเบียบวิธีวิจัยเรื่องการค้าหญิงและประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง
ในฐานะที่พันธมิตรสากลต้านการค้าหญิง มีส่วนร่วมในโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการเรื่อง
การค้าหญิงในประเทศแบบลุ่มแม่น้ำโขง ได้สังเคราะห์องค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้พัฒนาขึ้นเป็นหลักสูตรการวิจัย
ซึ่งจะสามารถนำไปปรับใช้ในบริบทสังคมที่แตกต่างกันได้
อีกประเด็นหนึ่งที่พันธมิตรสากลต้านการค้าหญิงให้ความสำคัญคือ
เสริมสร้างความรู้สึกนับถือและเชื่อมั่นในตนเองให้เกิดขึ้นอีกครั้งแก่หญิงที่เคยถูกล่อลวง
เพราะหลังจากกลับคืนสู่ชุมชนของตนแล้ว บ่อยครั้งที่สตรีไม่เพียงแต่จะเผชิญกับความยากลำบากที่จะทำให้ครอบครัวและญาติพี่น้องยอมรับตนเอง
แต่เธอยังคงจดจำและจารึกไว้ว่า มันเป็นความล้มเหลวในชีวิตของตนเองอีกด้วย
พันธมิตรสากลต้านการค้าหญิงได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับมูลนิธิผู้หญิงเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว
อย่างไรก็ตามการทำงานส่งเสริมความเชื่อมั่นดังกล่าว ก็ยังคงเป็นประเด็นที่ท้าทายสำหรับพันธมิตรสากลต้านการค้าหญิง
แม้ว่าพันธมิตรสากลต้านการค้าหญิงจะพยายามในทุกด้านเพื่อเข้าถึงผู้หญิงที่ถูกค้าดังกล่าว
แต่ก็ยังคงต้องมีการปรับปรุงยุทธศาสตร์ในกระบวนการต่อต้านการค้าหญิงในทุกภูมิภาคทั่วโลก
โดยการปรับบทบาทจากการทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการต่อสู้เพื่อผู้หญิงเหล่านั้น
มาเป็นการสนับสนุนให้โอกาสแก่ผู้หญิงดังกล่าว ทำการต่อสู้และเรียกร้องด้วยตัวเอง
เช่นที่ เกล ปีเตอร์สัน จากสภาการให้คำปรึกษาในภาคพื้นอเมริกาเหนือ (North
American Regional Consultative Forum) มีความเชื่อเช่นนั้น โดยเธอพูดไว้ว่า
“... บางทีเราอาจจะทำได้ดีขึ้น หากยอมรับว่า เราต่างก็ทำในสิ่งที่ขอทาน ผู้ให้บริการทางเพศและภรรยาทั้งหลายได้ทำ
คือ ได้ใช้ความเชี่ยวชาญในด้านการจูงใจ เชิญชวนและการเจรจา รวมทั้งการแสวงหาเงินทางของมีค่า
และสิทธิความเป็นส่วนตัวจากชายผู้รับบริการ ดังนั้น จงรวมจิตใจของพวกเราในการวางแผนและดำเนินการเพื่อบรรลุในสิ่งที่เราสมควรได้รับ
บนพื้นฐานของสิทธิแรงงานและความเป็นมนุษย์ของเรา”