Heinrich-Boell-Foundation

Thailand and Southeast Asia Regional Office

Project for Ecological Recovery (PER)

โครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ

แม่น้ำสำหรับประชาชน

นอริน อาหมัด-ซากี

แม่น้ำสงคราม เป็นหนึ่งในแม่น้ำที่เหลืออยู่ไม่กี่สายสุดท้ายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งยังไม่มีการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่กั้นขวางลำน้ำที่ไหลตามระยะทาง 420 กิโลเมตร จากจุดกำเนิดก่อนที่จะไหลลงสู่แม่น้ำโขงอันเชี่ยวกรากที่อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม สืบเนื่องจากการที่แม่น้ำหลายสายไหลมาบรรจบที่จุดนัดพบดังกล่าว บริเวณนั้นจึงกลายเป็นที่ราบลุ่มกว้างใหญ่กว่า 12,700 ตารางกิโลเมตร ที่กินเนื้อที่อยู่ในเขตพื้นที่ของ 4 จังหวัดซึ่งได้แก่อุดรธานี หนองคาย สกลนคร และนครพนม ซึ่งได้กลายเป็นแหล่งของอาหารและสร้างรายได้สำหรับชุมชนประมงหลายร้อยแห่งที่ตั้งถิ่นพำนักอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ 

“เราเข้ามาในพื้นที่บริเวณนี้โดยบังเอิญ เพราะเมื่อปี 2538 ขณะที่เราได้ให้ความสนใจกับแผนการปลูกสร้างสวนป่ายูคาลิปตัส และการก่อสร้างโรงงานเยื่อกระดาษขนาดใหญ่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำสงคราม ทำให้เราได้พบเห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำและทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ซึ่งประชาชนในลุ่มน้ำสงครามได้พึ่งพิงอาศัยมาหลายชั่วอายุคน ด้วยความตระหนักถึงความสำคัญระหว่างทรัพยากรธรรมชาติและชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนท้องถิ่น ที่อาจได้รับการเปลี่ยนแปลง อันเนื่องมาจากการก่อสร้างโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในลุ่มแม่น้ำสงคราม เราจึงหันมาให้ความสำคัญกับประเด็นนี้” ศรีสุวรรณ ควรขจร หรือ ‘น้อย’ อธิบายสาเหตุที่โครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ (Project for Ecological Recovery: PER) ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่กรุงเทพฯ เข้ามาร่วมดำเนินกิจกรรมในลุ่มน้ำสงคราม โดยการสนับสนุนด้านข้อมูลข่าวสารให้กับชุมชนได้รับทราบเกี่ยวกับแผนการดำเนินงานของโครงการ เพื่อให้พวกเขาได้มีข้อมูลและโอกาสเพียงพอที่จะแสดงความเห็นของตนเองต่อโครงการพัฒนาต่างๆ ที่จะมาสร้างในชุมชนของพวกเขา ศรีสุวรรณได้ชี้ประเด็นว่า “ไม่ใช่ควรจะมีเฉพาะพวกเราที่เป็นชนชั้นกลางหรือนักวิชาการในเมืองเท่านั้น ที่จะมีโอกาสหรือมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น แต่จะต้องเป็นตัวชุมชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับโครงการเหล่านี้ ที่จะต้องเป็นผู้ที่จัดการและแสดงความคิดเห็นด้วยตัวของพวกเขาเอง”

ปกติแล้วในระหว่างฤดูฝน ประมาณเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม แม่น้ำจะท่วมเอ่อสองฟากฝั่งด้วยความลึกหลายฟุต ช่วงนี้ปลาจำนวนนับไม่ถ้วนจากแม่น้ำโขงจะว่ายทวนขึ้นมายังแม่น้ำสงคราม เพื่อวางไข่ตามทุ่งหญ้าและป่าบุ่งป่าทามซึ่งถูกน้ำท่วมจนมองเห็นเป็นทะเลสาบ ป่าธรรมชาติและทุ่งหญ้าเหล่านี้นับเป็นแหล่งวางไข่ แหล่งอาหารและแหล่งเพาะเลี้ยงตัวอ่อนที่สำคัญของพันธุ์ปลานานาชนิด ตลอดจนสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ เมื่อฤดูฝนหรือฤดูน้ำหลากผ่านพ้นไปพร้อมกับการสิ้นสุดของฤดูกาลวางไข่ น้ำจากลำน้ำสาขาลำห้วยหนองน้ำและกุดต่างๆ จะไหลลงสู่ลำน้ำสงครามและไหลลงแม่น้ำโขงต่อไป ปลาทั้งหลายก็พากันว่ายกลับไปเจริญเติบโตในแม่น้ำโขง เพื่อว่ายกลับมาวางไข่อีกครั้งเมื่อถึงฤดูน้ำหลากในปีถัดไป ความหลากหลายของปลาพันธุ์ต่าง ๆ เหล่านี้ มีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านจำนวนกว่าหลายพันคน ชุมชนต่างๆ ที่อาศัยอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำสงครามได้ปรับการวิถีการดำรงชีวิตของตนเองให้สอดคล้องกับช่วงการเอ่อของแม่น้ำมานานหลายชั่วอายุคนแล้ว

วิถีธรรมชาติดังกล่าวอาจจะต้องเปลี่ยนแปลงไปในทางลบ หากการเกิดขึ้นของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำสงครามก่อผลให้ระบบการขึ้นลงของแม่น้ำเปลี่ยนแปลงจากเดิม เช่น มีการสร้างสิ่งก่อสร้างปิดขวางกั้นลำน้ำบริเวณปากแม่น้ำ ปลาหลายชนิดจะไม่มีโอกาสว่ายกลับไปมาระหว่างแม่น้ำทั้งสองสาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการหาปลาในแม่น้ำดังกล่าวที่ถือว่าเพื่อแหล่งรายได้ของชุมชนต่างๆ จะถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง

พ่อไท ชาบรรทม ชาวประมงวัย 60 ปี จากบ้านท่าบ่อ ซึ่งเป็นหมู่บ้านในอำเภอศรีสงครามและมีชื่อเสียงในการผลิตปลาร้าหรือปลาหมักชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นอาหารประจำถิ่นของชาวบ้านในภาคอีสานของประเทศไทย หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ห่างจากปากแม่น้ำสงครามประมาณ 20 กิโลเมตร เขาเรียนรู้การประกอบอาชีพที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ พ่อไทอธิบายว่า ขณะนี้มีปลาชนิดต่างๆ ประมาณ 30-40 พันธุ์ ที่ว่ายทวนน้ำขึ้นมา “เมื่อก่อนเราเคยมีชื่อเสียงในการจับปลาบึกได้จำนวนมาก ผมโตที่นี่และไม่เคยย้ายไปไหนเลย แม้จะเพื่อการจับปลาก็ตาม ทุกวันนี้ผมจับปลาได้ประมาณ 70-80 กิโลกรัมในช่วงฤดูกาลที่ปลาอพยพเข้ามาในแม่น้ำสงคราม ซึ่งก็เป็นรายได้ที่พอจะอยู่ได้ ถ้าไม่มีปลา ครอบครัวเราคงสลาย หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าไม่มีปลา ครอบครัวเราก็ต้องแยกกันอยู่ เราคงต้องย้ายไปที่อื่น ถ้าผมจับปลาได้เหลือแค่วันละ 2-3 กิโลกรัม ผมก็คงจะอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว”

อีกโครงการหนึ่งที่โครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติได้เข้าไปมีส่วนร่วมในขณะนี้ได้แก่ การตรวจสอบและเฝ้าระวังความเสียหายต่อระบบนิเวศในลำน้ำพอง อันเนื่องมาจากโรงงานผลิตเยื่อกระดาษที่ตั้งอยู่ในเขตอำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เพราะโรงงานแห่งนี้ไม่สามารถทิ้งน้ำเสียที่บำบัดแล้วลงในสู่แหล่งน้ำธรรมชาติได้เช่นเดิม เมื่อโรงงาน “ฟีนิกซ์สอง” หรือโรงงานผลิตเยื่อกระดาษโรงที่สองพร้อมจะดำเนินการผลิต เนื่องจากโรงงานต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดในรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโรงงานแห่งที่สอง แต่ได้ใช้วิธีชักชวนให้หมู่บ้านที่ตั้งชุมชนและทำการเกษตรบริเวณรอบโรงงานเข้าร่วมเป็นสมาชิก เพื่อให้โรงงานปล่อยน้ำเสียลงในพื้นที่ทำการเกษตรของพวกเขา “พวกเขาเรียกความร่วมมือนี้ว่า “โครงการสีเขียว” เพื่อให้ดู “น่าเชื่อถือ” และเพื่อหลอกลวงทุกคนเท่านั้น” พรพนา หรือ “กุ้ง” กล่าวกลั้วหัวเราะ เธอเป็นผู้รับผิดชอบงานนี้ของโครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ “แต่อันที่จริงแล้ว พบว่าการปล่อยน้ำเสียด้วยวิธีนี้ทำลายสภาพแวดล้อมมากกว่า เพราะไม่เพียงแต่จะส่งผลเสียเฉพาะแหล่งน้ำเท่านั้น แต่จะทำให้ดินและน้ำใต้ดินปนเปื้อนเข้าไปอีก ผลกระทบที่ตามมาอีกอย่างคือ แม้แต่น้ำฝนก็ไม่สามารถนำมาดื่มได้อีกต่อไป ทั้งนี้เพราะในบรรยากาศเต็มไปด้วยปริมาณกรดที่เข้มข้นมาก” 

ในช่วง 3 ปีแรก โครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติได้เน้นหนักในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรชุมชนซึ่งได้รับผลกระทบจาก “โครงการสีเขียว” พร้อมๆ ไปกับดำเนินการวิจัยเชิงลึกในพื้นที่บริเวณนั้น และนำผลที่พบจากการวิจัยนั้นไปช่วยเป็นข้อมูลประกอบในกระบวนการสร้างความตระหนักให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ ให้ข้อมูลให้พวกเขารับรู้ว่า ชีวิตของพวกเขาจะได้รับผลกระทบอย่างไร หากยังปล่อยให้โรงงานดำเนินงานตามโครงการที่ส่งผลทำลายสภาพแวดล้อมชองชุมชนต่อไป 

ตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 เป็นต้นมา เกษตรกรจาก 8 หมู่บ้าน ได้เคลื่อนไหวเรียกร้องให้บริษัทจ่ายค่าชดเชยจากการที่โรงงานได้ปล่อยน้ำเสียลงไปในพื้นที่ทำการเกษตรของพวกเขา ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายต่อพืชผลที่ปลูก รวมทั้งทำให้น้ำในหมู่บ้านไม่สามารถใช้บริโภคได้เหมือนเช่นเคย ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง พบว่าไม่มีพื้นที่ใดหลุดรอดจากการถูกน้ำเสียจากโรงงานท่วมเลย แม้แต่บริเวณป่าช้าของหมู่บ้าน สำหรับการสนใจเข้าร่วมใน ‘โครงการสีเขียว’ นั้น ฝ่ายบริหารของโรงงานผลิตเยื่อกระดาษทำแค่สอบถามเฉพาะเกษตรกรที่ทำการเพาะปลูกในที่ดอนเท่านั้น เช่น ผู้ที่ปลูกปอกระเจา ข้าวโพดและมันสำปะหลัง เพื่อยินยอมให้โรงงานปล่อยน้ำเสียเข้าท่วมแปลงปลูกของพวกเขา ในขณะที่ชาวนาซึ่งปลูกข้าวในที่ลุ่มไม่ได้รับการติดต่อให้เข้าร่วมโครงการแต่อย่างใด เพราะเนื่องจากในฤดูฝน เมื่อมีน้ำมากเกินพอ น้ำจะไหลเข้าสู่พื้นที่ทำนาเอง

ครั้นเกษตรกรตกลงยินยอมให้ความร่วมมือกับโครงการ นั่นหมายถึงว่าเขาจะต้องปลูกต้นยูคาลิปตัสในพื้นที่ที่บริษัทปล่อยน้ำเข้าไปท่วมนั้น โดยบริษัทรับว่าจะตอบแทนด้วยการรับซื้อผลผลิตของเขาในราคาสูง จนกระทั่งบัดนี้ งานที่โครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติได้ดำเนินการในพื้นที่นี้ร่วมกันกับองค์กรพัฒนาเอกชนท้องถิ่นในจังหวัดขอนแก่น คือ “โครงการพัฒนาและฟื้นฟูระบบนิเวศในลำน้ำพอง” กระนั้นก็ตาม เนื่องจากไม่ได้มีเพียงบริษัทเดียวดำเนินการที่มีผลทำให้เกิดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติในบริเวณนั้น แต่ยังมีโรงงานอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกประมาณ 15 แห่ง รวมทั้งโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลัง โรงงานน้ำตาล และสถานีผลิตแก๊สธรรมชาติด้วย โครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติจึงตัดสินใจเปลี่ยนกลยุทธ์ และเริ่มสนับสนุนให้มีการจัดตั้งเครือข่ายชาวบ้านในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการนี้ทั้งหมด ในนามของ “ชมรมชาวบ้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมลำน้ำพอง” โครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ เห็นว่าหากทุกชุมชนสามารถรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวได้ พวกเขาจะเข้มแข็งขึ้นและสามารถมีพลังในการติดตามเฝ้าระวังความเสียหายที่เกิดขึ้นกับลำน้ำพองได้มากขึ้น

แต่ถึงแม้ว่าชุมชนต่างๆ จะเรียนรู้ผลดีของการรวมตัวเพื่อช่วยเหลือกัน และพร้อมที่จะเฝ้าระวังตรวจสอบความเสียหายกับสิ่งแวดล้อม เพราะผลดังกล่าวย่อมกระทบต่อแหล่งทำมาหากินของพวกเขาด้วยเช่นกัน ขณะเดียวกัน พวกเขาก็ได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือจากองค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ ทั้งในแง่ของการเสริมสร้างความเข้มแข็งและการนำเสนอข้อมูลสถานการณ์ของพวกเขาอย่างละเอียดยิบและสม่ำเสมอ ผ่านสื่อมวลชนต่างๆ ไปทั่วประเทศแล้วก็ตาม การต่อสู้ครั้งนี้อาจนับได้ว่า เป็นภาระกิจที่หนักหนาสาหัสเพราะเป็นการดำเนินการที่สวนทางกับนโยบายของรัฐในการสนับสนุนการลงทุนของอุตสาหกรรมธุรกิจต่างๆ ที่มักจะได้รับการเห็นใจจากรัฐบาลมากกว่า เช่นในกรณีดังกล่าว ที่ภาครัฐกำลังวางแผนที่จะพัฒนานิคมอุตสาหกรรมขนาดมหึมาในบริเวณพื้นที่ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายด้านนิเวศวิทยาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว


Copyright © 2000-2003. HBF Asia. All Rights Reserved