Heinrich-Boell-Foundation

Thailand and Southeast Asia Regional Office

Women's Studies Centre (WSC)

ศูนย์สตรีศึกษา คณะสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยเีชียงใหม่ ประเทศไทย

คำถามเรื่องของสิทธิ

นอริน อาหมัด-ซากี

แทบจะทุกวันที่ชาวบ้านในชุมชนขนาดกลางของอำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน จะมาหาคุณศรีนวล เพ็งคำทา เพื่อขอความช่วยเหลือจากเธอในข้อสงสัยต่างๆ ด้านกฎหมาย "เมื่อไม่กี่วันมานี้มีตำรวจคนหนึ่งที่อยู่ในหมู่บ้านของเรามาหาฉัน แม้ว่าเขาจะรู้สึกอายมาก แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะขอคำแนะนำจากฉัน เขาเล่าว่า น้าสาวของเขาเองซึ่งอาศัยอยู่กับครอบครัวของสามี ถูกน้องสามีข่มขืนและเขาไม่รู้จะจัดการอย่างไรกับเรื่องที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ เขาอยากให้น้าสาวย้ายมาอยู่กับเขา แต่เธอกลับปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง" ศรีนวลได้แนะนำตำรวจผู้นั้นให้ปรึกษาพระภิกษุซึ่งอยู่ที่นั่นและเป็นพระที่คนทั้งในและนอกชุมชนทุกคนนับถือ เพื่อพยายามชักชวนให้น้าสายของเขาย้ายมาอยู่กับหลานชายในช่วงหนึ่งก่อน และเธอได้แนะนำให้เขาพาน้าสายไปให้แพทย์ตรวจร่างกาย ซึ่งอาจจะเป็นต้องใช้เป็นหลักฐานในกรณีที่พวกเขาตัดสินใจยื่นเรื่องฟ้องต่อศาล

ศรีนวล ซึ่งเป็นผู้นำชุมชนที่มีประสบการณ์หลายปีในการดำเนินงานกับภาคองค์กรพัฒนาเอกชน มีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการสามารถให้คำแนะนำด้านกฎหมายแก่สมาชิกในชุมชนของเธอได้ หลังจากที่เธอผ่านการฝึกอบรมในโครงการอาสาสมัครกฎหมายเพื่อผู้หญิงสำหรับสตรีในชนบทของภาคเหนือ ซึ่งศูนย์สตรีศึกษา (Women's Studies Centre: WSC) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นผู้จัด โดยมีผู้เข้ารับการฝึกอบรมซึ่งมาจากที่ต่างๆ อีก 19 คน

โครงการนี้เป็นโครงการที่สองของการฝึกอบรมในลักษณะเดียวกันนี้ โดยโครงการแรกซึ่งมีระยะเวลา 2 ปี เริ่มดำเนินงานได้อย่างสัมฤทธิ์ผลมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างจิตสำนึกและความตระหนักในหมู่สตรีชนบทในภาคเหนือในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถานภาพทางกฎหมาย การเมืองและเศรษฐกิจสังคมของพวกเธอในชุมชน วัตถุประสงค์ต่อมาคือ การลดจำนวนผู้ไม่รู้กฎหมายในพื้นที่ชนบท และการเสริมสร้างพัฒนาความสามารถของกลุ่มสตรีชนบท รวมทั้งสนับสนุนการสร้างเครือข่ายองค์กรที่เชื่อมโยงกับงานพัฒนาสตรีในภาคเหนือของประเทศ แต่จากการฝึกอบรมนั้นไม่มุ่งจะให้ประโยชน์แต่เพียงกลุ่มสตรีเท่านั้น ศูนย์สตรีศึกษายังมีเป้าหมายสำคัญที่จะใช้โอกาสนี้เป็นเวทีในการรับรู้ข้อมูลโดยตรงจากกลุ่ม เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์เหล่านั้น ให้เป็นประเด็นปัญหาร่วมของสาธารณชนและผู้กำหนดนโยบาย โดยโครงการได้เปิดโอกาสและกระตุ้นให้นักวิชาการต่างๆ ได้เข้ามาร่วมโครงการและช่วยเหลือในการเผยแพ่ความรู้ด้านกฎหมายให้แก่ชุมชนชนบทภาคเหนืออีกทางหนึ่ง

ในระหว่างการดำเนินโครงการ ได้มีการจัดฝึกอบรมด้านกฎหมายให้แก่สตรีจาก 13 จังหวัดในภาคเหนือของประเทศ โดยคนที่ได้รับเลือกเข้ามาเป็นผู้เข้ารับการอบรมนั้น มีทั้งผู้นำทางการของชุมชน เช่น กำนัน รวมทั้งผู้นำตามธรรมชาติซึ่งไม่มีตำแหน่งที่เป็นทางการ แต่เป็นคนที่มีสิทธิเสียงและเป็นที่ยอมรับนับถือในชุมชน

"ก่อนการคัดเลือกผู้เข้ารับการอบรมในโครงการที่สองนั้น ศูนย์สตรีศึกษาได้จัดประชุมหารือร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ คณาจารย์ของคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งศูนย์สตรีศึกษามีฐานะเป็นสาขาหนึ่งของคณะ รวมทั้งอาสาสมัครจากโครงการแรก หลังจากนั้น จึงได้ส่งในสมัครไปยังองค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ และกำนันในตำบลต่างๆ เพื่อขอให้ส่งรายชื่อผู้ที่สมควรเข้ารับการฝึกอบรม" สายฝน สัมฤทธิ์ ผู้ประสานงานโครงการ ศูนย์สตรีศึกษา อธิบายเพิ่มเติม "แต่หลังจากได้รับรายชื่อผู้เข้ารับการฝึกอบรมแล้ว เรายังต้องไปเยี่ยมดูที่ชุมชนของบุคคลเหล่านั้นอีกครั้ง เพื่อที่จะเรียนรู้ข้อมูลความเป็นอยู่และดูความตั้งใจจริงในการทำงานของพวกเขาอีกด้วย" การฝึกอบรมใช้เวลารวมทั้งหมด 10 วัน และแบ่งเป็นสองช่วงๆ ละ 5 วัน

จุดมุ่งหมายของการฝึกอบรมอยู่ที่ว่า เมื่อการฝึกอบรมสิ้นสุดลง ผู้เข้ารับการอบรมจะได้กลับไปยังชุมชนของตนพร้อมทำหน้าที่ของอาสาสมัครกฎหมาย ให้ความรู้และบอกกล่าวแนะนำให้สมาชิกชุมชนอื่นๆ ได้รับรู้ในประเด็นข้อกฎหมายและสิทธิที่พึงได้ของเขาตามกฎหมาย นอกเหนือจากนี้ ศูนย์สตรีศึกษายังแนะนำให้พวกเธอหาความรู้ด้านกฎหมายเพิ่มเติม โดยผ่านการนำไปฝึกใช้จริงและจะได้จากประสบการณ์ในการฝึกฝนด้วยตนเอง แต่กระนั้น พวกเธอก็ยังคงต้องพึ่งพาศูนย์สตรีศึกษาอยู่บ้าง ในกรณีที่พวกเธอรู้สึกว่าประเด็นข้อกฎหมายเรื่องนั้นๆ มีความซับซ้อนยากเกินไปสำหรับตนเอง และเมื่อนั้นก็จะมีการส่งที่ปรึกษาด้านกฎหมายไปยังชุมชน เพื่อคอยให้คำแนะนำอยู่ตลอดอย่างสม่ำเสมอ

ในช่วงของการฝึกอบรม จะมีการนำผู้เข้ารับการฝึกอบรมไปศึกษาดูงานการดำเนินงานขององค์กรต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับประเด็นที่คล้ายคลึงกัน เพื่อสร้างความคุ้นเคยและพัฒนามาเป็นแนวร่วมในการทำงานของตนต่อไป และจะเป็นประโยชน์ในการติดต่อกับองค์กรเหล่านี้ด้วยตนเองในภายหลัง เช่น ได้เชิญให้ผู้เข้าอบรมอาสาสมัครกฎหมายพบกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อศูนย์สตรีศึกษาได้จัดการดูงานของรัฐสภาที่กรุงเทพฯ เมื่อไม่นานมานี้

หลังสิ้นสุดการฝึกอบรม ผู้เข้าฝึกอบรมแต่ละคนจะต้องแสดงความคิดเห็นเพื่อประเมินผลโครงการการฝึกอบรมครั้งนั้น โดยมีสื่อมวลชน อาจารย์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย และเจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนทั่วไปที่สนใจเข้าร่วมรับฟังด้วย ซึ่งอีกไม่นานนี้ จะมีการรวบรวมและจัดทำเป็นเอกสารเพื่อจัดพิมพ์เป็นเอกสารอ้างอิงต่อไป

"เรื่องที่ต้องให้คำแนะนำช่วยเหลือในชุมชนของเราส่วนใหญ่นั้น มักเป็นเรื่องภายในครอบครัว เช่น การรับมรดก กรณีพิพาทเรื่องที่ดิน และบางครั้งก็มีกรณีพิเศษไปบ้าง เช่น เรื่องน้าสาวของตำรวจถูกข่มขืน" ศรีนวลเล่าว่า "ฉันต้องต่อสู่อย่างมาก ยิ่งในช่วงแรกนับว่ายากลำบามมากที่จะได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำชุมชนที่เป็นผู้หญิง โดยเฉพาะจากพวกผู้ชายในหมู่บ้าน ฉันคิดเพียงว่าตัวเองต้องทำงานให้หนักยิ่งขึ้น แม้แต่ขณะนี้ผู้ชายบางคนยังไม่ยอมรับฉันเลย พวกเขาพูดว่า 'ทุกอย่างที่เธอทำนั้นดีหมด เสียอย่างเดียวที่เธอเป็นผู้หญิง' ดังนั้นฉันต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยการพยายามสร้างฐานะทางเศรษฐกิจให้ดีกว่าคนอื่น จนฉันกลายเป็นผู้หญิงที่รวยที่สุดในชุมชน"

ปัจจุบันสตรีได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประกาศใช้เมื่อ พ.ศ. 2540 ซึ่งให้สิทธิและสถานะของสตรีว่าเท่าเทียมกับบุรุษ แต่กระนั้น ผศ.วิระดา สมสวัสดิ์ ผู้อำนวยการศูนย์สตรีศึกษา ได้กล่าวว่า "การมีมาตรานี้ในรัฐธรรมนูญไม่ได้หมายความว่าเราได้บรรลุเป้าหมายของเราแล้ว ความเสมอภาคยังมีอยู่แค่ในกระดาษเท่านั้น ยังต้องมีกระบวนการอันยาวนานจากจุดนี้ไปจนถึงเวลาที่กฎหมายประกอบและกฎหมายอื่นๆ จะได้รับการประกาศใช้อย่างสอดคล้องประกอบตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ถ้ามองในแง่ดีแล้ว เวลานี้เรามีทางเลือกที่จะต่อสู่เพื่อสิทธิตามกฎหมายและหากมีข้อขัดแย้งใดๆ เราสามารถนำการต่อสู้ของเราเข้าสู่ชั้นศาลได้" ในแง่กฎหมายต่างๆ เช่น กฎหมายครอบครัวยังตราออกมาอย่างให้อำนาจบุรุษมากกว่าสตรี และบ่อยครั้งมักเป็นเพราะการยอมรับ และระบบคุณค่าของสังคมรวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีทึ้งหลายที่มีส่วนทำให้การแก้ไขกฎหมายทำได้ยาก

ศาสนายังมีบทบาทที่สำคัญต่อสังคมไทย ซึ่งส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนา ผศ.วิระดา สมสวัสดิ์ กล่าวต่อไปว่า "ผู้ชายไทยไม่ว่าจนหรือรวย สามารถอุปสมบทเป็นพระภิกษุได้ทั้งสิ้น และจะได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพนับถืออย่างสูง แต่ผู้หญิงไทยไม่สามารถอุปสมบทเป็นภิกษุณีได้ นอกจากนั้นยังมีทัศนคติที่ผิดในสังคมของเราว่า ผู้หญิงที่จะบวชเป็นแม่ชี ต้องเป็นคนที่มีปัญหาจากการแต่งงานและครอบครัวเท่านั้น และแม่ชีเองจะไม่ได้รับความเคารพนับถือเช่นพระภิกษุ ไม่ว่าในกรณีไดๆ" ชาวพุทธเชื่อว่าหากต้องการให้ชีวิตหน้ามีความเป็นอยู่ที่ดีกว่า จะต้องทำบุญ 'แสวงบุญ' และ 'แสดงความกตัญญูกตเวที' ต่อผู้มีพระคุณสามารถทำได้โดยการเลี้ยงดูบิดามารดา "และนี่ก็คือสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้หญิงจำนวนมาก โดยเฉพาะจากภาคเหนือและภาคอีสารต้องกลายเป็นโสเภณี ญาติพี่น้องและพ่อแม่ของเด็กหญิงส่งพวกเธอไปยังเมืองใหญ่เพื่อเป็นโสเภณี และส่งเงินที่หาได้กลับมาให้ครอบครัวใช้ โชคไม่ดีเลยที่ไม่ได้มีใครให้ความสำคัญและลงมือทำอะไรสักอย่างกับเรื่องนี้ รัฐบาลและผู้ทำหน้าที่กำหนดนโยบายอาจอ้างว่าพวกเขามีความเป็นห่วงเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ที่จริงแล้วเรื่องโสเภณีกลายเป็นเรื่องที่เขาชมชอบทั้งนั้น เพราะเหตุผลที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่นิยมเรื่องเพศให้เดินทางมายังประเทศไทย และสนองตอบต่อโครงสร้างระบบผู้ชายเป็นใหญ่ของสังคมของเรา" ผศ.วิระดา กล่าวอย่างเศร้าใจ

สำหรับโครงการที่สามนั้น ทางศูนย์ฯ วางแผนการไว้ให้สตรีจากภาคที่ยากจนที่สุดของประเทศ คือ ภาคอีสาน ซึ่งโสเภณีส่วนใหญ่มาจากภาคนี้ รวมทั้งเป็นแหล่งที่มีจำนวนผู้ไม่รู้กฎหมายสูงที่สุด ศรีนวล ซึ่งเป็นผู้เข้ารับการอบรมจากจังหวัดลำพูน คือ สตรีผู้หนึ่งที่ถือว่าเป็นเรื่องราวความสำเร็จของโครงการ "คนที่จะกลายเป็นแบบอย่างสำหรับสมาชิกอื่นๆ ต้องทำเหมือนอย่างที่ฉันได้ทำ ฉันช่วยให้ความหวังแก่พวกเขาและทำให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า ผู้หญิงเป็นคนที่มีความสามารถและมีฐานะร่ำรวยได้เช่นเดียวกับผู้ชาย หากมีความมานะบากบั่น" สตรีหลายคนในชุมชนของเธอได้เริ่มทำธุรกิจทอผ้าฝ้ายด้วยมือและสามารถหาเงินเพื่อจับจ่ายได้โดยไม่ต้องขอเงินใช้จากสามีเหมือนแต่ก่อน "ตามประเพณีเก่าก่อนแล้ว ผู้ชายจะไม่ช่วยผู้หญิงทำงานบ้าน แต่นับจากธุรกิจทอผ้าเริ่มเจริญแพร่หลายขึ้นมาในหมู่บ้านเรา ผู้ชายหลายคนเต็มใจที่จะช่วยภรรยาของตนมากขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่เฉพาะงานส่วนที่เกี่ยวกับธุรกิจเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงช่วยทำงานบ้านอีกด้วย เพื่อนบ้านมักจะยกตัวอย่างฉันให้ลูกชายของเขาซึ่งเป็นข้าราชการผู้มีเงินเดือนมากคนหนึ่งฟังว่า "ดูป้าศรีนวลสิ สามีเขาเป็นคนดี คอยช่วยเหลือภรรยาในทุกเรื่องทุกอย่าง"

แม้ว่าจะยังเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยนิด แต่ก็มีสตรีจำนวนมากที่เริ่มตระหนักในสิทธิตามกฎหมายและบทบาทของตนในสังคม และในเวทีการเมืองระดับต่างๆ อีกด้วย โครงการอบรมโดยศูนย์สตรีศึกษานั้น ไม่เพียงแค่สร้างให้เกิดความตระหนักดังกล่าวให้แก่สตรีที่อาศัยอยู่ในเมืองเท่านั้น แต่จะขยายขอบเขตไปถึงสตรีในพื้นที่ชนบทที่ห่างไกลและปราศจากความเจริญอีกด้วย

 


Copyright © 2000-2003. HBF Asia. All Rights Reserved